Sunday, December 16, 2012

หนทางแคบควรถอยหนึ่งก้าว อาหารรสดีควรแบ่งสามส่วน




หนทางในตอนแคบ
เหลือที่ให้คนอื่นเดินสักก้าวหนึ่ง
อาหารรสเข้มข้น
แบ่งให้คนอื่นชิมสักสามส่วน
นี้คือวิถีการดำรงชีวิตในโลก
ด้วยความสงบสุขเป็นอย่างยิ่ง


นิทัศน์อุทรหรณ์
ปากสองปาก

          มีหนอนชนิดหนึ่งเรียกันว่า " ไว่ " มันมีอะไรที่ประหลาดกว่าหนอนอื่นๆ อยู่มากทีเดียว

          เจ้า " ไว่ " นี่เป็นหนอนแปลก มีกายอยู่เพียงหนึ่งแต่มีปากอยู่สองปาก ในยามปกติมันก็อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมเกลียวกันไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมีของกินดีๆ ปากทั้งสองของมันก็กัดกันเองเพื่อแย่งอาหารนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ต่างไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันเลย

          ปากนั้นเลือดไหลโทรม ปากนั้นเน่า ปากนั้นไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไปแล้ว เจ้า " ไว่ " ตายแล้ว มันตายโดยทีไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารที่มันอยากกินเลยแม้สักคำ

           เจ้า " ไว่ " ถ้าหากว่ามันไม่แย่งชิงกันเองแล้ว ไม่ปากใดก็ปากหนึ่งคงจะได้ลิ้มรสชาติอันโอชะนั้นไม่มากก็น้อย

เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๑๒ )

เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๑๒ )
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

           สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นวีรบุรุษแห่งตะเลงพ่าย หรือผู้ชนะมอญ ชาวไทยให้ความเคารพพระองค์อย่างสูงสุดและยกย่องพระอค์ว่าเป็นกษัตริย์ยอกนักรบ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของพระมหาธรรมาราชา ทรงมีพระภคินีพระานามว่า เจ้าหญิงสุพรรณเทวี ( สุวรรณกัลยาณี ) และพระอนุชาพระนามว่า เอกาทศรถ ผู้ซึ่งต่อสู้ข้าศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระนเรศวรตลอดมา พระนเรศวรเองบางครั้งทรงได้รับขนานนามว่าพระองค์ดำ และขนานนามพระเอกาทศรถว่าพระองค์ขาว

           เมื่อยังทรงพระเยาว์ พระองค์ถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดีโดยพระเจ้าบุเรงนอง หรือเป็นที่รู้จักกันว่า " ผู้ชนะสิบทิศ " ผู้ซึ่งแต่งตั้งให้พระมาหาธรรมราชาปกครองกรุงศรีอยุทธยาสืบไป พระนเรศวรถูกกักตัวไว้เป็นตัวประกันในพม่าเป็นเวลานาน ๙ ปี ครั้นพระชันษาได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาจึงขอตัวกลับมาและส่งให้ไปเป็นมหาอุปราชาเมืองพิษณุโลก

            มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระองค์ว่าเมื่อยังทรงพระเยาว์ในขณะที่พระองค์ถูกกักตัวไว้เป็นตัวประกันในพม่า อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ได้เข่าร่วมการแข่งขันตีไก่กับพวกเจ้าชายพม่า ปรากฏว่าไก่ของพระองค์ชนะการแข่งขัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกษัตริย์พม่าจนถึงกลับตรัสออมาว่า " โอ้ ไก่เชลยนี้ตีเก่งนะ " เจ้าชายนเรศวรรีบตอบทันทีว่า " ไก่เชลยนี้ไม่ใช่แค่เพียงตีเพื่อการพนันเท่านั้น แต่ยังสามารถตีเอาบ้านเอาเมืองกันยังได้ " ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงตระหนักอยู่เสมอในความเป็นตัวประกันและประสงค์ที่จะปลดปล่อยให้อยุธยาเป็นอิสระอยู่เสมอ

Saturday, December 15, 2012

Thailand " Land of Smile " ( Part 12 )

Thailand " Land of Smile " ( Part 12 )
King Neressuan the Great

         King Naresuan the Great was know as the hero of Teleng Phai ( or the Defeat of the Mons ). Thai people gave him the utmost respect and praised him as a worrior - king. He was a son of king Maha Dhammaraja. He had an elder sister, Princess Supantevi and a younger brother, Prince Ekatosarote were sometimes known as the Black Prince and the White Prince respectively.

         At the early age, Prince Naresuan was taken away to Pegu respectively. Bayinnuang ( Burengnong ) also known as " the Victorious One " when he put Maha Dhammaraja on the throne of Ayutthaya. He was kept nine years in to be Governor of Pitsanuloke.

          There is a story about him as a young man while being held as a hostage in Burma. One day he took part in cockfighting with some Burmese princes. His cock won, and the Burmese Prince was annoyed and exclaimed, " Oh, how good this captive cock is !". Prince Naresuan replied :" This captive can not only fight for a gamble, but it can also fight for a kingdom ", This shows that the Prince realised himself of being a hostage and yearned for the independence of Ayutthaya.

ส.ส.

ทำไมจะต้องทำ

           ณ หุบเขาแห่งหนึ่ง

           อาจ้างเข้าป่าไปล่าสัตว์กับพรรคพวกจำนวนมาก เขาสั่งให้พรรคพวกจุดไฟเผาป่าเพื่อไล่เนื้อออกจากที่ซ่อน บังเอิญคราวลมแรง ไฟได้ลุกลามออกไปไกลตั้งสิบไมล์

           ขณะที่เปลวไฟกำลังลุกไหม้อยู่นั้นมีชายคนหนึ่งออกมาจากซอกเขาฝ่ากองไฟออกมหยุดยืนพักหนึ่งแล้วก็ล้มลงท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิง

           ใครๆ ก็นึกว่าเขาคงถูกไฟเผา เหลือแต่เถ้าถ่านไปแล้ว แต่ที่ไหนได้พอไฟซาลงเขาก็เดินออกมาอย่างเชื่องช้าคล้ายกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

           อาจ้างรู้สึกประหลาดใจมาก มันเป็นไปได้อย่างไร ? เขาคิดพลางเพ่งดูชายแปลกหน้าไปตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ก็เห็นว่าเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ นี่เองได้เป็นเทวดามาจากไหน แต่ทำไมจึงทนไฟได้สืบเท้าเข้าไปถามว่า

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 7 )

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 7 )

          วันทองหรือนางพิมพิลาไลย เมื่อวัยไร้เดียงสาเธอถูกผูกมาให้ด่าเก่งเป็นไฟแล่บ ชอบเหน็บแหนบขุนช้าง ทั้งที่วัยนี้มิมีเด็กคนใดจะใส่ความอัปลักษณ์ของใครมากไปกว่าหาความสนุกสนานตามวารวัน ตัวนิดเท่านั้นกวีก็สรรคำมาให้ด่าขุนช้างเสียเป็นหางว่าว เช่น ด่าเป็นไอ้จัณฑาล, อ้ายนอกคอก, อ้ายหัวถลอก, อ้ายตายโหง, อ้ายล้านขี้ถัง, อ้ายจังไร ฯลฯ ขณะที่ไม่เคยด่าขุนแผนเลย พอล่วงเข้าเป็นสาวนางพิมก็ยิ่งก้าวร้าวต่อขุนช้างดังว่า ชังน้ำหน้ามาแต่สิบชาติปางก่อน บทกลอนให้เธอถุยน้ำลายใส่ขุนช้างแค่เอาผ้ากรองมาวางเคียงข้าง หลายอย่างหลายประการ อันวาจาจัดจ้านเกอนการณ์เช่นนี้หรือมีกิริยามารยาทอุกอาจดังขาดการอบรมบ่มวิสัย ทำให้เห็นเด่นชัดว่าเสภาขุนช้างขุนแผนแก่นของเนื้อหานั้นเอาความมันเมาทางประโลมโลกบวกความสัปโดกเป็นหลักมากกว่าจะให้ใช้เหตุผล

           นี่คือความพิกลพิการข้อหนึ่งของวรรณคดีซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศบรรเจิดบรรจง

           เมื่อขีดวงให้นางพิมปากคอเราะร้าย ยังคลับคล้ายจะขีดข่วนมิให้รักนวลสงวนร่างดังได้อ้างถึงแล้วในภาคเณรแก้วกระทำลามกสกปรกผ้าเหลือง ( และสังเกตุเรืองให้ดีไม่มีครั้งไหนที่นางพิมไม่ใช้คำหยาบคายใส่ขุนช้าง และไม่มีครั้งไหนเช่นกันที่เธอไม่รำพันตัดพ้อต่อขุนแผน )

ธัมมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาส ( เกริ่นนำ )

ธัมมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาส ( เกริ่นนำ )

          การเกิดขึ้นของลัทธิการเมืองใดๆ ย่อมมีปรัชญาการเมืองเป็นรากฐานทั้งสิ้น และคงมีแต่ ปรัชญาการเมืองที่ไม่ขัดต่อสัจจะของธรรมชาติเท่านั้น ที่จะหนุนให้ลัทธิการเมืองนั้นๆ คงทนถาวรและทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อทำให้มนุษย์สามารถอยู่รวมกันอย่างผาสุกทั้งใน ระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม ลัทธิทางการเมืองเท่าที่เกิดขึ้นมาแล้วในโลกนี้ ต่างก็พิสูจน์ ตัวเองมาแล้วมากยุคสมัย ทว่าจวบจนปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่สามารถจะบอกได้ว่าลัทธิทางการเมือง ชนิดใดที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ลัทธิทางการเมืองในยุคหลังมีแนวโน้มเอนเอียง มาทางโลกียวิสัย ( Secularization ) มากยิ่งขึ้นทุกที และนับวันเมื่อประชากรโลกยิ่งมากขึ้น การแย่งชิงทรัพยากรก็เริ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัญหาว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถหาแนวคิดทางการเมือง ที่เหมาะสม สำหรับมนุษย์และธรรมชาติ จึงยังจำเป็นต้องมีการพูดถึงกันอยู่ทุกยุคทุกสมัย

           แนวคิดด้านสังคมนิยม เศรษฐกิจ และการเมือง ของพุทธทาสภิกขุ ในชื่อ " ธัมมิกสังคมนิยม " นั้น เป็นผลึกความคิดที่ได้จากกระบวนการ " สิกขา " อย่างเป็นระบบในหลักธรรมทั้งในระดับ ปัจเจกและชุมชน และได้นำเสนอภายใต้หลักศาสนาธรรม ซึ่งท่านเน้นย้ำอยู่เสมอว่า การเมืองคือศีลธรรม

           บทความชี้นนี้เป็นการนำ ธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ว่าด้วยเรื่อง " ธัมมิกสังคมนิยม " ซึ่งท่านได้บรรยายไว้ต่างกรรมต่างวาระกัน มาเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวม กว้างๆ ของแนวคิดนี้ โดยวางโครงร่างของการเรียบเรียงออกเป็น ๔ หมวดด้วยกัน คือ