Saturday, May 11, 2013

กระแสวิญญาณ

กระแสวิญญาณ

          จิตหรือวิญญาณซึ่งทำหน้าที่รับรู้โลก โดยเนื้อแท้แล้วเกิดดับติดต่อกันเป็นกระแสอยู่ทุกชั่วขณะ ( ขณิกะ ) กระแสจิตที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันแม้แต่ชั่วครู่เวลาเดียว การเกิดดับของจิตใช้เวลาสั้นมาก คล้ายคลื่นไฟฟ้าสมองตรวจสอบได้จากเครื่องมือแพทย์ในปัจจุบัน

           กระแสจิตแบ่งออกเป็น ๓ ช่วงคือ ช่วงของการเกิด ( อุบัติ ) ช่วงของการคงอยู่  ( ฐิติ ) และช่วงที่ดับหายไป ( ภังคะ ) แต่ละช่วงแต่ละตอนในการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของกระแสจิตกินเวลารวดเร็วมากจนไม่สามารถรับรู้ได้จากประสาทสัมผัส

           จิตหรือวิญญาณเกิดดับติดต่อกันไปอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้เรารู้สึกว่าเป็น " กระแส หรือสายธาร " ดูประหนึ่งสายน้ำในแม่น้ำที่ไหลเรื่อยติดต่อกันไปจนเรารู้สึกว่าเป็นน้ำเนื้่อเดียวกัน ซึ่งแท้ที่จริงธารน้ำที่ไหลติดต่อกันไปในวันนี้ ไม่มีแม้แต่หยดเดียวที่เป็นน้ำในสายธารเดิมของวันวาน กระแสจิตก็เช่นเดียวกัน การที่เรารู้สึกว่าเป็นกระแสเดียวนั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีจิตเดิมแม้แต่วิญญาณเดียวที่เกิดดับติดต่อกันมา



            ตามความเชื่อของชาวพุทธ กระแสจิตที่เกิดใหม่เป็นผลจากกระแสจิตดวงที่ดับลงตามธรรมนิยามที่กล่าวว่า การเกิดของจิตดวงใหม่เนื่องมาจากการดับของจิตดวงก่อน ภายใต้เหตุปัจจัยซึ่งในทางอภิธรรมแบ่งออกเป็น ๒๔ อย่าง และในจำนวน ๒๔ อย่างนี้มีที่สำคัญอยู่ ๔ อย่างที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิตที่เกิดดับอยู่ในช่วงนั้นดังที่มีผู้อธิบายว่า

           " จิตและเจตสิกที่ดับลงในขณะนั้นจะเกิดจิตพร้อมเจตสิกดวงใหม่ขึ้นทันที จนกลายเป็นกระแสจิตติดต่อกันไปอย่างไม่ขาดสาย "

           การที่กระแสจิตเกิดดับอยู่เช่นนี้เป็นผลทำให้จิตดวงที่เกิดใหม่มีศักยภาพในการสืบทอดคุณสมบัติของจิตดวงก่อน ภายใต้การปรุงแต่งจากเหตุปัจจัยทั้ง ๔ กระแสจิตที่เลื่อนไหลติดต่อกันไป ( สันคติ ) นั้นแม้จะเป็นกระแสเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง จิตดวงที่เกิดใหม่ย่อมไม่ใช่จิตดวงเก่าที่ดับลง ( เอกัตตะ ) ดังที่พระนาคเสน กล่าวว่า " จิตที่เกิดใหม่ไม่ใช่จิตที่ดับลง แต่ไม่แตกต่างจากจิตดวงเดิม "

            เราจะเห็นว่าวิญญาณหรือจิตในทางพุทธศาสนา มีการเกิดดับอยู่ทุกชั่วขณะ ต่อเนื่องกันเรื่อยไปจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกันระหว่างจิตดวงก่อนกับดวงที่เกิดใหม่ การกล่าวเช่นนี้ย่อมแสดงว่า จิตหรือวิญญาณไม่อยู่ภายใต้การดลบันดาลของอาตมันหรืออัตตาอันเป็นนิรันด์ ( พระเจ้า ) กระแสจิตดังกล่าวจะเกิดดับอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องไม่ขาดสาย ดังประหนึ่งสายน้ำที่ไหลติดต่อกันไปจนกว่า ชีวิตจะสิ้นสุดลงหลังความตาย




By แก่นพุทธธรรม

No comments:

Post a Comment