Thursday, October 24, 2013

ปลาในร่องทางเกวียน

ปลาในร่องทางเกวียน

         จวงโจ เป็นคนยากจน วันหนึ่งเขาไปที่บ้านขุนนางเพื่อขอยืมข้าว ขุนนางผู้นั้นตอบว่า " ข้าให้ขอยืมได้ แต่ต้องรอให้ข้าเก็บค่าเช่าจากชาวบ้านเสียก่อนแล้วข้าจะให้ยืมเงินสามร้อยตำลึง พอใจไหม ? "

         จวงโจฟังแล้วไม่พอใจอย่างมาก กล่าวว่า " วานนี้ขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางมาที่นี่ระหว่างทางได้ยินเสียงอะไรร้องอยู่ ข้าพเจ้าจึงมองไปรอบๆ ก็เห็นในร่องทางเกวียนที่แห้งผากมีปลาตะเพียนน้ำเค็มตัวหนึ่งอยู่ในนั้น ข้าพเจ้าถามว่า ' เจ้าปลาตัวน้อยเอ๋ย เหตไฉนเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ ? ' ปลาตอบว่า ' ข้าพเจ้ามาจากทะเลด้านตะวันออก ' ตอนนี้กำลังจะตายอยู่แล้วขอท่าได้โปรดช่วยชีวิตข้าพเจ้าด้วยการนำน้ำมาให้สักครุหนึ่งเถิด ! ข้าพเจ้าตอบว่า ' ได้ ข้าพเจ้าจะไปขอร้องกษัตริย์ของรัฐหวูและรัฐเยียะให้ชักน้ำในแม่น้ำด้านตะวันตกมาให้เจ้าดีไหม ? ' ปลาตอบอย่างไม่พอใจว่า ' เนื่องจากข้าพเจ้าขาดน้ำที่จะดำรงชีวิตตามสภาพปกติต้องมานอนรอความตายอยู่ที่นี่ ถ้าท่านให้น้ำข้าพเจ้าเพียงสักครุครึ่งครุ ข้าพเจ้าก็จะรอดชีวิต ที่ท่านว่าจะชักน้ำในแม่น้ำด้านตะวันตกมาให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าก็จะรอดชีวิต ที่ท่านว่าจะชักน้ำในแม่น้ำด้านตะวันตกมาให้ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอขอบใจเจตนาดีของท่าน ทางที่ดีท่านไปหาข้าพเจ้าที่ร้านขายปลาเค็มก็แล้วกัน ! "


บันทึกใน " จวงจื่อ "

Tuesday, October 22, 2013

ความหมายของการกราบไหว้บูชา

ความหมายของการกราบไหว้บูชา

         หยุนจฺวีเต้าอิง ( ต่อมาได้เป็นฌานาจารย์ที่มีชื่อ ) เดินทางไปคารวะฌานาจารย์ต้งซานเหลียงเจี้ย ขอสมัครเป็นศิษย์ท่าน ฌานาจารย์ต้งซานถามว่า " เจ้ามาจากที่ใด ? "

         หยุนจฺวีตอบว่า " อาตมามาจากอารามของฌานจารย์ชุ่ยเหวย ! "

         ฌานาจารย์ต้งซานถามอีกว่า " ฌานาจารย์ชุ่ยเหวยสอนอะไรเกี่ยวกับฌานแก่เจ้าบ้าง ? "

          หยุนจฺวีตอบว่า " ที่นั่นช่วงเดือนอ้ายทุกปี จะทำพิธีเซ่นสรวงสิบหกอรหันต์และห้าร้อยอรหันต์ อีกทั้งพิธีถูกจัดอย่างเอิกเกริก อาตมาเคยถามฌานาจารย์ชุ่นเหวยว่า พีธีบวงสรวงใหญ่โตเช่นนี้ อรหันต์ท่านมารับเซ่นสรวงจริงหรือไม่ ? ฌานาจารย์ชุ่ยเหวยจึงถามว่า ' ถ้าอย่างนั้น เจ้ากินอะไรทุกวันหรือ ? ' อาตมาคิดว่าคำๆ นี้แหละคือคำที่ท่านสั่งสอนอาตมา "

Monday, October 21, 2013

The result of Kamma

The result of Kamma

        According to the Buddhist teaching, kamma can be committed through the three doors of action ; actions done through the body, they are called kayakamma, those performed through speech called verbal action or vacikamma ; those performed through the mind, called mental action or manokamma.

         Most people do not see through as a kind of action and fail to realize how they can be anything more than mere subjective phenomena. But it is interesting to note that Buddhism not only lists the function of the mind as constituting a kind of action but gives it prime significance. According to Buddhism, it is through mental action that man can be elevated to the highest stage of spiritual development and it is again mental action that one will be tempted to commit the most heinous crime. The cultivation of mind occupies the most important place in the Buddhist scheme of spiritual training.

Saturday, October 19, 2013

วิบากกรรม

วิบากกรรม

         พุทธศาสนาสอนว่า การประกอบกรรม ทำได้สามทาง  คือ ทางกาย เรียกว่า กายกรรม ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม

         โดยทั่วไป คนเรามักมองข้ามไปว่า การคิดก็เป็นการทำกรรมชนิดหนึ่งเรียกว่า มโนกรรม จิตหรือความคิดมิใช่เป็นเพียงสิ่งที่มีไว้สำหรับการรับรู้ต่อวัตถุหรือต่อปรากฎการณ์เท่านั้น แต่พุทธศาสนาถือว่า จิตเป็นตัวกำหนดในการทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในการประกอบกรรม พุทธศาสนาเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ถึงระดับสูงสุดทางปัญญา ก็ด้วยผลของมโนกรรม และมโนกรรมนี้เองที่เป็นตัวกำหนดให้เกิดการประกอบอาชญากรรม ดังนั้นการเพาะบ่มพัฒนาจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญในการควบคุมฝึกอบรมทางจิตวิญญาณ

          เจตนาในการทำกรรมดี กรรมชั่ว หรือที่เรียกว่า กุศลกรรม อกุศลกรรม ก่อให้เกิดวิบากกรรมตามแรงเจตนานั้นๆ ซึ่งบางครั้งผลของกรรมจะปรากฎให้เห็นทันทีในปัจจุบัน แต่ในบางกรณีผลของกรรมอาจจะยังไม่ปรากฎ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น สถานที่ เวลา และ บุคลิกภาพของผู้ทำกรรมดังที่เคยกล่าวมาแล้ว วิบากกรรมบางอย่าง ปรากฎในเวลาปัจจุบัน ในขณะที่กรรมบางอย่างอาจส่งผลในอนาคตตามเหตุปัจจัย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า 

          " สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด ทุกอย่างเกี่ยวกับกรรมและสนับสนุนโดยกรรมทั้งที่หยาบและปราณีต " ดังนี้



By แก่นพุทธธรรม

ไม่อวดฝีมือ ถือความเรียบง่าย




เขียนหนังสือควรเรียบง่ายถึงจะก้าวหน้า
การฝึกตนควรเรียบง่ายจึงจะสำเร็จ
คำว่าเรียบง่ายมีความหมายสุดหยั่ง
ดั่งสุนัขเห่าในดงดอกท้อ ไก่ขันในดงหม่อน
นับเป็นทัศนียภาพแสนบริสุทธิ์
ส่วนวงเดือนบนหนองน้ำหนาวยะเยือก
นกกาเกาะบนต้นไม้โบราณ
แม้ภาพวาดฝีมือจะเลิศ
แต่กลับให้ความรู้สึกว่า
บรรยากาศช่างเงียบเหงาอ้างว้างยิ่งนัก


นิทัศน์อุทาหรณ์


ฝักถั่วใต้แสงอาทิตย์

         จิตรกรมีชื่อเสียงคนหนึ่งรับอาสาวาดฝักถั่วให้กับฮ่องเต้ ฮ่องเต้จ่ายเบี้ยหวัดแก่เขาอย่างงดงาม และฝากความหวังไว้แก่เขาเป็นอย่างสูง หวังว่าเขาคงสามารถวาดงานที่เป็นหนึ่งไม่มีสองในโลกให้แก่พระองค์

คู่มือมนุษย์ ( ๗ )


คู่มือมนุษย์ ( ๗ )
การทำให้รู้แจ้ง ตามวิธีธรรมชาติ

          สมาธิอาจจะมีโดยทางตามธรรมชาติอย่างหนึ่งและจากการบำเพ็ญตามหลักวิชาโดยเฉพาะอีกอย่างหนึ่งข้อที่ควรสังเกตมีอยู่ว่า สมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติมักจะพอเหมาะพอสมควรแก่กำลังของปัญญาที่จะทำการพิจารณา ส่วนสมาธิที่เกิดตามหลักธรรมวิชามักจะเป็นสมาธิที่มากเกินไป คือ เหลือใช้ และยังเป็นเหตุให้หลงติดได้ง่ายเพราะความสุขที่เกิดจากสมาธิที่เต็มที่นั้น อาจทำให้หลงติดหรือหลงเป็นมรรค ผล นิพพานไปก็ได้

          ในพระไตรปิฎกมีเล่าถึงแต่การบรรลุมรรคผลทุกชั้นตามวิธีธรรมชาติ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง หรือต่อหน้าผู้สั่งสอนคนอื่นๆ ก็มี โดยไม่ได้ไปเข้าป่า นั่งตั้งความเพียรอย่างมีพิธีรีตอง กำหนดอะไรต่างๆ ตามวิธีเทคนิค อย่างในคัมภีร์ที่แต่งใหม่ๆ ชั้นหลังเล่านั้นเลย โดยเฉพาะในกรณีแห่งการบรรลุอรหัตตผล ของภิกษุปัญจวัคคีย์ หรือชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ด้วยการฟังอนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตรด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นว่าไม่มีการพยายามตามทางเทคนิคใดๆ เลย เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอดตามวิธีของธรรมชาติแท้ๆ นี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ดีว่า สมาธิตามธรรมชาตินั้น ย่อมรวมอยู่ในความพยายามเพื่อจะเข้าใจแจ่มแจ้งและต้องมีอยู่ในขณะที่มีความเห็นอันแจ่มแจ้งติดแนบแน่นอยู่ในตัว อย่างไม่แยกจากกันได้ และเป็นไปเองตามธรรมชาติ

           ในทำนองเดียวกันกับอย่างที่ว่า พอเราตั้งใจคิดเลขลงไปเท่านั้นจิตมันก็เป็นสมาธิไปเอง หรือว่าพอเราจะยิงปืน จิตก็เป็นสมาธิที่จะบังคับให้แน่วแน่ขึ้นมาเองในเวลาเล็ง นี่แหละเป็นลักษณะของสมาธิเป็นไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งตามปกติถูกมองข้ามเสีย เพราะไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่น่าอัศจรรย์ แต่คนเรารอดตัวมาได้เป็นส่วนใหญ่ ก็โดยอำนาจสมาธิตามธรรมชาตินี้เอง แม้การบรรลุมรรคผล ก็โดยอำนาจสมาธิตามธรรมชาตินี้เอง แม้การบรรลุมรรคผล เป็นพระอรหันต์ต่างๆ ก็ด้วยอาศัยสมาธิตามธรรมชาติทำนองนี้ ฉะนั้น ขออย่าได้ประมาทในเรื่องนี้ ควรประคับประคองมันให้เป็นไปด้วยดีถึงที่สุด ก็จะเป็นผลเท่ากัน เหมือนกับผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ส่วนมากซึ่งไม่รู้จักการทำสมาธิเลย