Monday, January 07, 2013

คนชั่วเล่าเรียน ยิ่งเสริมความชั่ว




จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์
จึงจะสามารถศึกษาเล่าเรียนจากนักปราชญ์โบราณ
มิฉะนั้นแล้ว เมื่อเห็นความดีของคนโบราณสักอย่าง
ก็ลักไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อพบคารมคมคายของคนโบราณสักคำ
ก็ลอบไปใช้เพื่อปกปิดจุดอ่อน
ดังนี้ ก็เป็นเฉกเช่นยื่นอาวุธให้ข้าศึก
ซ้ำช่วยส่งเสบียงแก่โจรผู้ร้าย !

นิทัศน์อุทาหรณ์


ซุนปินกับพังจวน

             เล่ากันมาว่า มีสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นเขาสูงหุบลึก เป็นป่าดงดิบแทบจะหาผู้คนมิได้ ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า " หุบเขาปีศาจ " อาจารย์หุบเขาปีศาจกับลูกศิษย์ของเขา พำนักอยู่ในหุบเขาปีศาจนี้ สั่งสอนศึกษาดาราศาสตร์ภูมิศาสตร์ และตำราพิชัยสงครามต่างๆ ปราศจากผู้รบกวน

             ลูกศิษย์ของอาจารย์หุบเขาปีศาจก็คือซุนปินกับพังจวน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์ ซึ่งีหนึ่งคน ชั่วหนึ่งคน คนทั้งสองนี้เดิมทีเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันร่วมสาบานเป็นพี่น้องกันมาก่อน แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต ที่ไม่สามารถจะอยู่ร่วมโลกกันได้

              เพราะเหตุใดหรือ ?

Sunday, January 06, 2013

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นไหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนจบ )

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นไหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนจบ )

           มรว. คึกฤทธิ์ เพิ่มเติมความในใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อกล่าวถึงพลายงามยามเข้าเฝ้าหมายจะถวายตัวเป็นมหาดเล็กว่า 


ครานั้นสมเด็จพระพันวสา
เหลียวเห็นหน้าพลายงามความสงสาร
จะออกพระโอษฐ์โปรดขุนแผนแสนสะท้าน
แต่กรรมนั้นบันดาลดลพระทัย

ให้เคลิ้มพระองค์ทรงกลอนละครนอก
นึกไม่ออกเวียนวงให้หลงใหล
ลืมประภาษชราชกิจที่คิดไว้
กลับเข้ามาในแท่นที่ศรีไสยา

             " ดูกลอนเสภาตอนนี้แล้ว ก็เห็นจะไม่ต้องสงสัยอีกว่าพระพันวสาในเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นได้แบบมาจากสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินองค์ไหน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านั้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอก เหตุที่ทรงบทละครนั้นก็เพราะว่าสุนทรภู่พูดเปรยขึ้นว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ ที่ไหนจะทรงทราบถึงภาษาและสำนวนของชาวบ้าน ตลอดจนชีวิตความเป็นไปของชาวบ้านดีพอที่จะทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกอันเป็นละครที่ชาวบ้านเขาดูกันได้ เมื่อความนี้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกขึ้นหลายเรื่องเป็นการสอนให้สุนทรภู่รู้ว่า ใครเป็นใคร

            แต่ดูบทเสภาตอนนี้แล้วก็นึกไม่ออกว่าใครอีกจะเป็นคนแต่งเสภานี้ เพราะมีถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งนั้นคุ้นเคยในฝ่าละอองธุลีพระบาทถึงกับเขียนลงไปได้ว่า " ให้เคลิ้มพระองค์ทรงกลอนละครนอกนึกไม่ออกเวียนวงให้หลงใหล " แสดงว่าสุนทรภู่นั้นถึงจะต้องยอมรับว่าทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกได้ แต่ก็ยังมีความเห็นว่าทรงแต่งไม่ได้สะดวกนัก มีการติดขัดเพราะทรงนึกกลอนไม่ออก ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าสุนทรภู่จะต้องเป็นคนที่โปรดปรานมากในสมัยรัชกาลที่ ๒ จึงแต่งกลอนล้อเลียนที่ค่อนข้างจะทะลึ่งนี้ได้ และนิสัยอย่างนี้ของสุนทรภู่นั้นเองได้ทำให้สุนทรภู่ต้องตกอับในรัชกาลที่ ๓ เพราะรัชกาลนี้เป็นรัชกาลที่เอาการเอางาน พูดจริงพูดจังมากกว่าอย่างอื่น " คำที่ยกขึ้นมานั้นมีประเด็นสำคัญควรกล่าวเป็นเรื่องเป็นราวไว้บ้างคือ เคยมีผู้กล่าวชื่อสุนทรภู่กลายๆ คล้ายเจ้านายพูดถึงคนธรรมดามาแล้วก็คือ นมส. การที่ มรว.คึกฤทธิ์ติเตียนสิ่งที่สุนทรภู่เขียนว่าทะลึ่งจนถึงมาตกอับดับรัศมีในรัชกาลที่ ๓ เพราะความที่พระองค์ทรงเอาการเอางานมากกว่า น่าจะไม่จริง

Saturday, January 05, 2013

เพราะรัก



นกกระจอก

           กลับจากล่าสัตว์ ฉันเดินมาตามทางอันร่มครึ้ม โดยมีเจ้าเทเรซ่าสุนัขของฉันวิ่งนำหน้า

            ทันใดนั้นเอง มันก็ก้าวขาถี่ๆ เริ่มเดินในท่าหมอบคลาน คล้ายกับกำลังตามล่าสัตว์

            ฉันมองไปตามเส้นทางใต้ร่มไม้ เห็นลูกนกกระจอกตัวหนึ่ง ปากสีเหลืองอ่อน ที่หัวมีขนอ่อนๆ ปกคลุมอยู่ มันหล่นลงมาจากรัง ( เนื่องจากลมแรงมากต้นไม้ริมทางถูกลมพัดจนไหวเอนไปมา ) ลูกนกกระจอกยืนนิ่งอยู่กับพื้น มันพยายามกระพือปีกที่ขนยังขึ้นไม่เต็มนั้นอย่างสิ้นหวัง

           เจ้าเทเรซ่าค่อยๆ เดินไปหาลูกนก ทันใดนั้นเอง ก็มีแม่นกกระจอกขนสีดำเทาตัวหนึ่งถลาลงมาจากยอดไม้ เฉียดปลายจมูกเจ้าเทเรซ่าอย่างรวดเร็วปานประหนึ่งลูกธนูที่พุ่งเข้าหาเป้า ท่าทางของมันตื่นตระหนกอย่างยิ่ง แต่มันกลับพองขนตั้งชันขึ้นมาทั้งตัว มันส่งเสียงร้องวิงวอนอย่างสิ้นหวัง มันพุ่งตัวเข้ามาหาเจ้าเทเรซ่าที่กำลังแสยะเขี้ยวสขาววาววับน่าสะพรึงกลัวถึง ๒ ครั้ง มันมาเพื่อปกป้องและช่วยเหลือ มันใช้ร่างกายของตัวเองปกป้องลูกน้อยของมัน ทว่าร่างน้อยๆ ของมันกลับสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว เสียงของมันแหบสั่น แม้จะหวาดกลัวแทบคุมติไม่อยู่ แต่มันยินดีเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องลูกรัก

ขอร้องผู้อื่นมิสู้ช่วยตัวเอง

ขอร้องผู้อื่นมิสู้ช่วยตัวเอง

           ศิษย์อารามฌานแห่งหนึ่งเดินทางกลางฝน แต่ฝนตกหนักไม่หยุดจึงเข้าหลบฝนใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง พอดีมีฌานาจารย์รูปหนึ่งถือร่มเดินผ่านมา เขารีบตะโกนขอร้องท่านว่า " ฌานาจารย์ ! ฌานาจารย์ ! โปรดเมตตาสรรพสัตว์ด้วยเถิด ! ฉันขอร่วมทางสักระยะหนึ่งจะได้ไหม ? "

            ฌานาจารย์ตอบว่า " อาตมาอยู่กลางฝน โยมอยู่ใต้ชายคาบ้านใต้ชายคาบ้านไม่มีฝน อาตมาไม่จำเป็นต้องเมตตาโยม "

            เขารีบก้าวออกจากใต้ชายคาบ้าน แล้วพูดว่า " ตอนนี้ฉันอยู่กลางฝน ณานาจารย์ต้องเมตตาฉันแล้ว ! "

            ณานาจารย์ตอบว่า " อาตมาอยู่กลางฝน โยมก็อยู่กลางฝนอาตมาไม่เปียกฝน เพราะอาตมามีร่ม โยมเปียกฝน เพราะโยมไม่มีร่มโยมต้องการให้ใครเมตตาโยม ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอาตมาหรอก เชิญโยมหาร่มเอง "

The highest purpose of meditation

The highest purpose of meditation 

           As mentioned above, the word " meditation " is a poor substitute for the original term " Bhavana " which means " mental development ". The Buddhist bhavana aims at cleansing the mind of all prejudices and distractions and cultivating such qualities as concentration. awareness and mindfulness, leading finally to the attainment of perfect wisdom which sees things as they really are [ yathabhutam ].

           There are two forms of meditation : development of concentration or samadhi and development of insight, Vipassana. The purpose of first form of meditation that mentioned above is to develop concentration called Samadhi. The another from of concentration, regarding as the most significance in Buddhist teaching of Trisika, is vipassana, the development of insight, which is the true Buddhist meditation.

            Samadhi is the unwavering state of mind in which attention is fixed to the single object without scattering. In the state of concentration for insight, the mind is freed from five hindrance [ nivarana ], namely sensual desire [ kamachanda ], ill - will [ vyapada ], sloth and torpor [ thina - midha ], restlessness and anxiety [ uddhacca - kukkucca ] and doubt [ vicikicca ].

             The elimination of hindrance set the mind in concentration and this in turn makes it possible for it to have knowledge and insight of things as they are. This is to say that concentration is a preparatory stage for the other form of meditation, called vipassana or insight. That is why is said that concentration is the cause of knowing and seeing things as they are. Hence, concentration is not the final goal of meditation. It is only a path leading to insight or vipassana into the true nature of things.

เป้าหมายสูงสุด ในการปฏิบัติสมาธิภาวนา

เป้าหมายสูงสุด ในการปฏิบัติสมาธิภาวนา

           ดังได้กล่าวมาแล้วในบทก่อนเกี่ยวกับความหมายของคำว่า สมาธิ จากคำดั้งเดิมที่ใช้เรียกว่า ภาวนา หรือ การพัฒนาจิตใจ ซึ่งในทางพุทธศาสนามุ่งถึงการชำระล้างจิตให้ปราศจาก อคติ และ สิ่งรำคาญใจ การทำสมาธิในคุณลักษณะดังกล่าวนี้ จะต้องปะกอบด้วยสติที่จะนำไปสู่ปัญญาต่อการมองเห็นในยถาภูติญาณ ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแล้วแต่ " เป็นเช่นนั้นเอง "

           ในความหมายของการทำสมาธินั้น แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การทำสมาธิเพื่อให้จิตไม่วอกแวกหวั่นไหว นิ่งอยู่กับสิ่งที่เพ่งกับการทำสมาธิเพื่อนำไปสู่การพิจารณาเพื่อมองเห็นในสัจธรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา ซึ่งถือว่าเป็นการทำสมาธิที่แท้จริงในทางพุทธศาสนา

            การปฏิบัติสมาธิ หมายถึงการทำจิตให้สงบนิ่ง ด้วยการเพ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาเป็นการชำระจิตให้ปราศจากนิวรณ์ 5 ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจ กุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เพื่อที่จะนำไปสู่ปัญญาในการรับรู้ สรรพสิ่ง ทั้งหลายว่า " มันเป็นเช่นนั้นเอง " การทำสมาธิโดยนัยนี้จึงเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการปฏิบัตวิปัสสนา

            การปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา เป็นการมุ่งมองเข้าสู่ความจริงของธรรมชาติในสรรพสิ่งทั้งหลาย หรืออีกประการหนึ่ง อาจเรียกว่าเป็นการค้นหาปรากฏการณ์ทางกายและทางจิต โดยการทำอนุวิปัสสนา คิดทบทวนในกระบวนการทำงานของกาย เวทนา วิญญาณ รวมทั้ง เจตสิก ทั้งหลายที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของจิต วิปัสสนาภาวนาจึงนับได้ว่าเป็นวิธีปฏิบัติในทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ส่วนสมาธิภาวนานั้นถือว่าเป็นแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไปในเกือบทุกศาสนาภายใต้ความเชื่อของปรัชญาอินเดีย