Friday, December 20, 2013

เป้าหมายในการปฏิบัติตามกฎแห่งกรรม


เป้าหมายในการปฏิบัติตามกฎแห่งกรรม

          กรรมเป็นเรื่องของการกระทำ ว่าเราควรจะทำอะไร และ ควรจะทำอย่างไร ความเข้าใจในเรื่องของกฎแห่งกรรมจะช่วยเป็นหลักในการดำเนินชีวิตให้กับตนเองและสังคม พร้อมกันนั้น กฎแหง่กรรมดำเนินชีวิตให้กับตนเองและแก่สังคม พร้อมกันนั้น กฎแห่งกรรมยังสอนให้เราเข้าใจเหตุผลและหลักการอันเนื่องมาจากเหตุปัจจัย เป็นเครื่องฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความมุ่งมานะ เพื่อทำความดีงาม มีเหตุผล และมองเห็นโลกชีวิตตามความเป็นจริงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเองโดยไม่คาดหวังจากการพึ่งพาด้วยการสวดอ้อนวอนขอพรจากปัจจัยภายนอก

          กฎแห่งกรรมช่วยให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพและความรับผิดชอบที่มีต่อตนเองและต่อสังคม สอนให้เรามีความรับผิดชอบต่อหน้าที่สอนให้ทำกรรมดี ละเว้นในการทำความชั่ว มีความเมตตากรุณาเพราะกฎแห่งกรรม สอนให้เราเชื่อและมั่นใจในศักยภาพที่มีติดตัวมากับมนุษย์ทุกคนในหารพัฒนตนเองเพื่อสร้างความดีงามให้กับโลกขจัดความเกลียดชัง ความอาฆาตพยาบาท อันนำไปสู่สงครามแห่งความขัดแย้ง ด้วยความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ทางที่มีไว้ให้เราเลือก เพื่อเป้าหมายดังกล่าวนี้

          กรรม เป็นตัวกำหนดทิศทางในการดำเนินชีวิต เป็นตัวสร้างความมุ่งหวัง เป็นตัวกำหนดแบบแผนชีวิต และเป็นตัวชี้นำการกระทำความดีงามทั้งต่อตนเองและผู้อื่น กฎแห่งกรรมสอนให้เชื่อว่าตัวเราคือนายของเราในการกำหนดความรับผิดชอบต่อการกระทำและต่อหน้าที่ความรับผิดชอบที่ตนเองมี

ยามเราประสานกับผู้อื่นเป็นหนึ่งเดียว เมฆจะหยุดลอยนกจะลงมาเป็นเพื่อน




ยามสบายอารมณ์
ถอดรองเท้าย่ำไปบนพื้นหญ้า
นกป่าลืมตัวโฉบมาอย่ใกล้
ทิวทัศน์ประสานใจ
คลุมเสื้อนั่งนิ่งใต้ดอกไม้ร่วง
เมฆขาวอาลัยไม่ยอมเคลื่อนลอย


นิทัศน์อุทาหรณ์

ซูตงพอเปลือยเท้า

          มีความสุขชนิดหนึ่งซึ่งแสนจะวิเศษ ท่านอาจจะไม่มีประสบการณ์ด้วยตนเอง จะขอเล่าให้ฟัง

          เมื่อเราเกิดความเบิกบานสำราญใจ รู้สึกสนุก ก็จงลองถอดรองเท้าออก แล้วย่ำไปบนพื้นหญ้าเขียวขจีด้วยเท้าเปล่าเปลือยปล่อยให้ฝ่าเท้าอันเปลือยนั้น สัมผัสหญ้าเขียวซึ่งอ่อนละมุนละไม นกน้อยในทุ่งนาไม่กลัวคนที่มีจิตใจการุณย์เช่นนี้ ดูสิ พวกมันพากันบินลงมาจับอยู่บนพื้นดินข้างเท้าเปลือยของท่านแทบทั้งสิ้น

นักการเมือง


นักการเมือง

         บุคคลเหล่านี้ ประเดี๋ยวแตกแยกรบพุ่งฆ่าฟันกัน แต่อีกประเดี๋ยวก็เข้ารวมกลุ่มกันติด แล้วก็แตกออกไปอีก... ต่างคนต่างได้ทำไว้ต่อกันทั้งคุณและโทษ แต่คุณนั้นก็มิได้ก่อให้เกิดกตัญญูและโทษก็มิได้ให้กำเนิดแก่การพยาบาท ทุกคนพร้อมที่จะลืมทั้งคุณและโทษของทุกคนได้เสมอ บุคคลต่างๆ นี้เป็นนักการเมืองโดยแท้

         อนึ่ง อำนาจนั้นเหมือนยาเสพติด ถ้าได้มาแล้วก็ย่อมวางไม่ลงและย่อมจะต้องการอยู่เสมอไม่มีวันพอได้ ฉะนั้นเราจะเห็นว่านักการเมืองโดยทั่วไป บำเพ็ญกรณีเพื่อแสวงหาอำนาจ เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้ต่อไปอีกในที่สุดอำนาจนั้นเองก็ทำลายตนลงไป เช่นยาเสพติด ย่อมทำลายผู้เสพฉันใดก็ฉันนั้น




By ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช

กินหน้าแข้งบิดามารดา


กินหน้าแข้งบิดามารดา

          คนที่ไม่สามารถเอาตัวรอดหรือหาเลี้ยงชีวิตด้วยตัวเองได้ ต้องคอยเบียดเบียนพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา




By ปรัชญา ซามูไร

Wednesday, December 18, 2013

ชาวนาทิ้งหยก


ชาวนาทิ้งหยก

          ในรัฐเว่ย มีชาวนาผู้หนึ่งขณะที่กำลังไถนาอยู่นั้นได้ไถไปถูกก้อนหินก้อนหนึ่งมีขนาดเท่ากับโม่ ชาวนาพิจารณาดูหินสีขาวก้อนนั้นอยู่เป็นเวลานานก็ดูไม่รู้ว่าเป็นหินชนิดไหน เขาจึงเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยดู พอเพื่อนบ้านมาเห็นเข้าก็ดีใจ เพราะมันไม่ใช่หินธรรมดา แต่เป็นหยกที่มีค่ามาก เขามองไปรอบๆ แล้วกล่าวกับชาวนาว่า " นี่เป็นก้อนหินประหลาด ถ้าเอาไปไว้ในบ้านก็จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ควรรีบเอามันฝังลงดินเสีย "

           ชาวนาผู้นั้นฟังแล้วยังสงสัยอยู่ ไม่เชื่อสนิทนัก เขาจึงนำเอาหินก้อนนั้นกลับมาวางไว้ในบ้าน พอตกกลางคืน ก้อนหินที่นำมาส่องแสงเรืองๆ ไปทั้งบ้าน ชาวนาและคนในบ้านเกิดตกใจกลัวจึงรีบไปบอกเพื่อนบ้านคนนั้นอีก เพื่อบ้านแสร้งทำท่าทางน่าตกใจพูดว่า " แย่ละแก ภูตผีปีศาจกำลังจะมาแล้ว รีบเอามันไปทิ้ง
เสียเถอะ "

           ชาวนาจึงรีบกลับมาบ้านยกหินก้อนนั้นไปทิ้งในที่เปลี่ยวไกลออกไปจากบ้านมาก ส่วนเพื่อนบ้านที่คอยสังเกตอยู่แล้วก็สะกดรอยตามไปเอาหินก้อนนั้นพอวันรุ่งขึ้นเขาก็นำไปถวายกษัตริย์ของรัฐเว่ย พอกษัตริย์เว่ยเห็นหยกที่มีค่าก้อนใหญ่เช่นนั้นก็ทรงประหลาดพระทัยนัก รีบรับสั่งให้หาช่างหยกมาดู ช่างหยกเห็นแล้วทูลว่า " นับว่าเป็นบุญบารมีอันสูงส่งของพระองค์จึงได้หยกก้อนนี้มา " 

          กษัตริย์รัฐเว่ยตรัสถามว่า " หยกนี้มีราคาประมาณเท่าไร ? "

          ช่างหยกกราบทูลว่า " ขายเมืองห้าเมืองก็จะดูได้ไม่ถึงอึดใจ " กษัตริย์เว่ยทรงพอพระทัยมากตรัสสั่งให้ปูนบำเหน็จรางวัลเป็นจำนวนมากแก่คนที่นำหยกมาถวายในทันที

บันทึกใน " อิ่นเหวินจื่อ "

Tuesday, December 17, 2013

พักบ้างยามไม่ว่าง


พักบ้างยามไม่ว่าง

          ฌานาจาร่ย์ต้าอานช่วยเหลือฌานาจารย์เหว่ยซานหลงอิ้ว ถางป่าสร้างอาราม ปฏิบัติธรรมแบบฌานตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น จนกระทั่งฌานาจารย์เหว่ยซานนั่งสมาธิดับขันธ์ในฌานสมาบัติไป พระเณรในวัดทั้งหมดจึงขอร้องให้ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน เมื่อถึงบั้นปลายชีวิต ท่านเดินทางกลับบ้านเกิดที่ฮกเกี้ยน พำนักในอารามอี๋ซานย๋วน นอกจากนั่งสมาธิแล้ว ท่านไม่พูดไม่จาไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จึงได้อีกฉายาหนึ่งว่า ฌานาจารย์หลั่นอาน ( ฌานาจารย์เกียจคร้าน )

          มาวันหนึ่ง ลูกศิษย์ท่านรูปหนึ่งทนไม่ได้ ถามท่านว่า " ทั้งวันไม่พูดไม่จา เฉกเช่นก้อนหินและต้นไม้ หรือว่านี่คือจิตแบบฌาน ? " ฌานาจารย์จึงเรียกประชุมพระเณรทั้งหมด แล้วพูดว่า " ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ทุกคนนั่งสมาธิไม่พูดไม่จาแบบอาตมา ไม่เกินสามวันทุกคนจะรู้จักตัวตนของตัวเอง "

          พระเณรทุกรูปจึงนั่งสามาธิไม่พูดไม่จาอย่างฌานาจารย์ วันแรกผ่านไปยังไม่มีอะไร วันที่สอง ต่างบ่นปวดหลังปวดเอวตามๆ กัน จึงร้องขออาจารย์ว่า พวกตนเต็มใจทำงานมากกว่านั่งสมาธิ ฌานาจารย์ต้าอานจึงกล่าวแก่พระเณรทุกรูปว่า " หลวงจีนเฒ่านั่งสมาธิหนึ่งวัน ยังเหนือกว่ายุ่งงานพันปี "