กรรมแต่ปางก่อน
จิตของมนุษย์มีการเกิดดับและเลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลาในขณะเดียวกันก็สร้างความคิดปรุงแต่ง จนมีศักยภาพที่กลายมาเป็นบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลต่อการรับรู้ในอารมณ์ความรู้สึก รัก เกลียด และปรุงแต่งอารมณ์ต่างๆ จนในที่สุดเกิดความประทับใจทั้งในทางบวกและทางลบขึ้นภายในจิตใจต่อวัตถุอันเป็นสิ่งรับรู้ทั้งหลาย แม้ว่าศักยภาพในภาวะดังกล่าวจะหลบซ่อนอยู่ภายใน เป็นกระแสจิตที่เกิดดับ คิดปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ในรูปของวิญญาณความรู้สึก ก่อให้เกิดผลลัพธ์ติดตามต่อไปยังอนาคตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นพฤติกรรมที่ " เราเป็น เราอยู่ " ในภพปัจจุบันถูกกำหนดไว้โดยกรรมที่กระทำไว้ในอดีตเสมอ ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถนำเอาหลักของกรรมเก่าหรือจากผลของกรรมแต่ปางก่อน มาใช้อธิบายการเกิด อารมณ์ความรู้สึก รัก เกลียด ชอบ ไม่ชอบ ถูกใจ ต้องตา ต่อพฤติกรรมบุคลิกภาพ กิริยาท่าทางของบุคคลหรือสิ่งต่างๆ ที่เราพบปะแม้จะเป็นครั้งแรกได้เป็นอย่างดี
Monday, November 18, 2013
Sunday, November 17, 2013
ฝนเข็มเล็กให้เป็นกระบอง
ฝนเข็มเล็กให้เป็นกระบอง
การคิดและทำเรื่องเล็กให้ใหญ่โตจนเกินเหตนั้นทำให้เกิดผลเสียเสมอ และไม่ค่อยก่อให้เกิดผลดีเลยกับชีวิต
By ปรัชญา " ซามูไร "
Saturday, November 16, 2013
อย่าหมิ่นตนเองอย่างเบาปัญญา อย่าโอ้อวดเย่อหยิ่งทะนงตน
คนโบราณกล่าวว่า
" ทิ้งทรัพย์สมบัติเหลือคณา กลับถือกะลาไปขอทาน "
... และว่า
" คนจนรวยแล้วอย่าอวด เตาไฟบ้านใครไม่มีควัน "
คำต้นเตือนอย่ามองข้ามสิ่งที่ตนมี
คำหลังเตือนอย่าโอ้อวดสิ่งที่ตนมี
ควรที่ผู้รู้พึงระวัง
นิทัศน์อุทาหรณ์
คุณชายบ้านลู่กับขอทานวันหนึ่ง ภายในบ้านทางประตูตะวันออกของเมืองเติงานในมณฑลซานตง ดวงตะวันกำลังทอแสงแรงกล้าอยู่บนท้องฟ้า ชาวบ้านหลายครอบครัวสวมเสื้อบางกางเกงขาสั้น นั่งตากลมกันอยู่ที่ใต้ร่มไม้
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะอึกทึกขึ้นข้างนอก ทุกคนจึงรีบวิ่งออกไปดูยังนอกถนน อ้าว ! นั่นคุณชายของบ้านเศรษฐีลู่ครอบครัวใหญ่ในเมืองนี่ ทำไมจึงมาหัดเป็นขอทาน สวมเสื้อปอขาดๆ ถือชามกะละมังเที่ยวขอข้าวชาวบ้านกิน ?
คนทั้งหลายจึงพากันวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
" คุณชายบ้านลู่คนนี้เป็นคนเกียจคร้านเอาแต่กินแล้วก็นอน ไม่ยอมทำอะไรเลย กลัวว่าวันข้างหน้าจะอดตาย ก็เลยออกมาหัดเป็นขอทานหาความรู้ไว้ก่อน "
ชนะ แพ้ สวยงาม อัปลักษณ์ คือภาพลวงชั่วเวลาหนึ่ง
ศิลปินต่างผัดหน้าทาแป้ง
ประชันโฉมไม่ลดราวาศอก
เมื่อปิดฉากลง สวยไม่สวยอยู่หนใด ?
เล่นหมากรุกหน้าดำคร่ำเครียด
เอาเป็นเอาตายกันที่ตัวหมาก
เมื่อจบกระดาน แพ้ชนะอยู่แห่งไหน ?
นิทัศน์อุทาหรณ์
บนเวทีและนอกเวที
ในนวนิยายมีชื่อเสียงเรื่อง " ความฝันในหอแดง " ของจีน มีอยู่ตอนหนึ่งชื่อว่า " ไต้อี้ฝังดอกไม้ " ได้เขียนถึงเรื่องราวของหลินไต้อี้นางเอกของเรื่องทนเห็นกลีบดอกไม้ซึ่งร่วงหล่นอยู่กับพื้นดิน ถูกเหยียบย่ำแหลกลาญไปไม่ไหวจึงขุดหลุม โกยกีบดอกไม้ร่วงเหล่านั้นอย่างทะนุถนอม ใส่ลงหลุมแล้วกลบเสีย
เรื่องราวในตอนนี้ มีการดัดแปลงเป็นละคร รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรหน้าตาอ่อนโยนชวนสงสาร เมื่อแสดงเป็นตัวหลินไต้อี้ ก็ถึงบทเหมือนหลินไต้อี้มาเกิด
ก่อนหน้าที่หล่อนจะขึ้นเวทีแสดง หล่อนต้องใช้เวลาแต่งหน้าถึงค่อนวัน ส่องกระจกครั้งแล้วครั้งอีก ตรงนั้นแป้งบางไปหรือเปล่าตรงนี้หนาไปหรือเปล่า หล่อนต้องเพ่งพินิจ จนรู้สึกพอใจจึงจะหยุด เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างตรงตามความต้องการแล้ว หล่อนจึงจะออกแสดง
Thursday, November 14, 2013
คู่มือมนุษย์ ( ๙ )
คู่มือมนุษย์ ( ๙ )
ลำดับแห่งการหลุดพ้นจากโลก
เมื่อปฏิบัติวิปัสสนา จนเกิดความรู้แจ้งว่า ไม่มีอะไรน่ายึดถือ และสิ่งต่างๆ ไม่อาจครอบงำจิตได้จิตย่อมถึงสถานะอันใหม่เหนือวิสัยโลก เรียกว่า โลกุตตรภูมิ ตรงกันข้ามกับ โลกิยภูมิ คือ ภูมิของจิตอันต่ำที่สิ่งต่างๆ ครอบงำได้
โลกิยภูมิ แบ่งออกเป็น ๓ พวก คือ :-
๑.กามาวจรภูมิ หมายถึงภูมิของจิตที่ยังพอใจในกามทั้งปวง
๒. รูปาวจรภูมิ หมายถึงภูมิของจิตที่พอใจในความสุขที่เกิดแต่สมาบัติ อันมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ที่ไม่เกี่ยวกับกาม
๓. อรูปาวจรภูมิ หมายถึงภูมิของจิตที่ยังไม่พอใจในความสุข หรือความสงบที่เกิดแต่สมาบัติอันไม่มีรูปเป็นอารมณ์
ภูมิคู่กับภพ เพราะภูมิหมายถึงสถานะหรือระดับของจิตใจสัตว์ และภพหมายถึงโลกเป็นที่อยู่อันเหมาะสมของสัตว์ตามภูมิจิต คือกามวจรภูมิ คู่กับ กามาวจรภพ รูปาวจรภูมิ คู่กับ รูปาวจรภพ และ อรูปาวจรภูมิ คู่กับ อรูปาวจรภพ ตามปกติจิตใจมนุษย์มักตกอยู่ในลักษณะที่เป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปวจรได้ เมื่อจิตตั้งอยู่ในภูมิใด โลกที่อาศัยก็จะกลายเป็นภพชื่อนั้นไปด้วยสัตว์ที่อยู่ในภูมิทั้ง ๓ ยังมีอัสมิมานะเต็มที่ ยังเต็มอยู่ด้วยความยึดถือตัวตน จิตยังประกอบด้วยตัณหาอันเป็นเหตุให้ท่องเที่ยวไปในภพต่างๆ จึงเรียกว่ายังอยู่ในวิสัยโลก จัดเป็นโลกิยภูมิ
ส่วนโลกุตตรภูมิ หมายถึงภูมิจิตที่อยู่สูงเหนือวิสัยโลก มองเห็นโลกด้วยความเป็นของไม่มีตัวตน แบ่งออกเป็นมรรคผล ๔ ชั้น คือ ชั้นพระโสดาบัน ชั้นสกิคาทามี ชั้นพระอนาคามี และชั้นพระอรหันต์ การอยู่เหนือโลกนี้หมายถึงจิตใจ มิได้หมายถึงร่างกาย ส่วนร่างกายจะอยู่ภพไหนก็ได้ ที่สมควรกัน
Tuesday, November 12, 2013
ปล่อยนกเขาเอาหน้า
ปล่อยนกเขาเอาหน้า
ตอนใกล้จะขึ้นปีใหม่แต่ละปี ชาวบ้านแถบหานตานต้องพากันขึ้นเขาไปเป็นกลุ่มๆ เพื่อจับนกเขาเอามาให้ขุนนางแซ่เจ้า ขุนนางผู้นี้เมื่อเห็นนกเขากระโดดไปกระโดดมาดิ้นรนออกจากกรงก็พอใจมาก เรียกให้คนนำเงินมาให้รางวัลแก่ผู้จับนกเขามาให้ทั่วทุกคน
แขกคนหนึ่งที่มาเยี่ยมขุนนางแซ่เจ้าเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจมาก จึงถามเขาว่าจะเอานกเหล่านี้ไปทำอะไร
ขุนนางแซ่เจ้าตอบว่า " ท่านไม่ทราบหรือว่าถึงแม้มันจะเป็นชีวิตเล็กๆ แต่มันก็มีค่า ! ฉะนั้นในวันขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าจะต้องปล่อยสัตว์ที่มีชีวิตเหล่านี้เพื่อแสดงความรักและความเมตตาต่อสัตว์ "
ผู้เป็นแขกได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะกล่าวว่า " วิธีรักและเมตตาสัตว์แบนี้ของท่าน กลับจะทำให้ชาวบ้านที่รู้ว่าท่านชอบปล่อยสัตว์เอาบุญ และถ้าใครจับนกเขาเอามาให้ท่านปล่อย จะได้รับค่าตอบแทน ชาวบ้านก็จะพากันไล่จับนกเขามีทั้งใช้แร้วดัก ใช้หน้าไม้ยิง นกที่ถูกจับมาได้จำนวนมากแต่ที่ตายไปก็คงไม่น้อย ถ้าท่านเมตตาสงสารสัตว์มีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้จริงๆ แล้ว ควรประกาศห้ามคนจับนกเขาเพราะได้ผลกว่า การที่ให้คนจับมาแล้วท่านปล่อยไปเช่นนี้ บาปที่ท่านทำย่อมจะต้องมากกว่าบุญที่ท่านต้องการจะทำไม่รู้ว่ากี่เท่า "
ขุนนางแซ่เจ้าฟังแล้วหน้าชา ยอมรับว่าเป็นความจริง
บันทึกใน " เลี่ยจื่อ "
Subscribe to:
Posts (Atom)




