กฎแห่งกรรมกับกฎศีลธรรม
กฎแห่งกรรมไม่มีความสัมพันธ์กับกฎศีลธรรมหรือความยุติธรรมทางศีลธรรมในศาสนาเทวนิยม แม้ว่าจะมีผู้รู้บางท่านพยายามที่จะอ้างกฎทั้งสองมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน จนทำให้เกิดความสับสนในการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมต่อหลักการในการนำมาอธิบายกฎแห่งกรรมในทางพุทธศาสนา
สำหรับกฎแห่งศีลธรรมนั้นเป็นทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรมบนฐานความเชื่อของการมีอยู่ของพระผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลหรือพระเจ้าผู้สร้างโลก ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ความยุติธรรม พระองค์คือผู้พิจารณาตัดสินการกระทำและผลของการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ ทรงเป็นผู้ประทานรางวัลให้กับผู้ทำดีและตัดสินลงโทษผู้ทำชั่วตามควรแก่กรณี ซึ่งคำว่า ความยุติธรรมทางศีลธรรมที่พระเจ้ากำหนดนี้ โดยความเป็นจริงที่เคยปรากฎในประวัติศาสตร์ทางศาสนาที่ผ่านมา ก็เคยมีผู้ที่ได้รับความ " ยุติธรรม " ในนามของความยุติธรรมนี้มาแล้วเป็นจำนวนมิใช่น้อย
Saturday, September 28, 2013
Sunday, September 22, 2013
ความรู้สึกของวันนี้ ( เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความซื่อสัตย์ และความรู้สึกจริงๆ ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง )HBD
หยดน้ำที่นอกหน้าต่าง
หมอกขาวและเส้นบางๆ
ลมพัดมาพาฝนโปรยตรงที่เธอเดินผ่าน
กลิ่นหอมของข้าวในจาน
บันทึกที่เขียนประจำวัน คืน ผ่าน ล่วงไป
รองเท้าที่ใช้จนเก่า
เศษเหรียญที่เรายังเก็บ
เพลงของเธอ บนชั้นวาง เพลงที่ไม่เคยเปิด
จดหมายที่เขียนถึงเธอ
ดอกไม้ที่ให้เธอวันสุดท้าย สุดท้าย
ฉันคิดถึงเธออยู่
ทุกช่วงเวลาที่ ยังหายใจ
ฉันคิดถึงเธออยู่
แม้รู้ว่ามันอ่อนแอ เหลือเกิน
คือสิ่งเดียวที่ฉันนั้นรู้สึก
แม้จะเนิ่นนานเท่าไร
ก็เพราะว่าเธอยังอยู่
ก็เพราะว่าเธอยังอยู่ในหัวใจ
ในหัวใจคนที่เธอเคยบอก
ว่ารักเขามากที่สุด
ว่ารักเขามากในสัญญา ที่เอ่ย ถ้อยคำ
ไม่เพียงแค่ฉันรู้สึก
แต่เธอก็คงรู้สึก
วันของเรา เพลงของเรา
เพลงที่เราเคยเปิด
จดหมายที่เขียนถึงกัน
ดอกไม้ที่ให้กันวันสุดท้าย วันสุดท้าย
ฉันคิดถึงเธออยู่
ทุกช่วงเวลาที่ ยังหายใจ
ฉันคิดถึงเธออยู่
แม้รู้ว่ามันอ่อนแอ เหลือเกิน
คือสิ่งเดียวที่ฉันนั้นรู้สึก
แม้จะเนิ่นนานเท่าไร
ฉันคิดถึงเธออยู่
ทุกช่วงเวลาที่ ยังหายใจ
ฉันคิดถึงเธออยู่
แม้รู้ว่ามันอ่อนแอ เหลือเกิน
มันยังคงชัดเจนทุกอย่าง
และยังมีแค่เธอเท่านั้น
แม้จะเนิ่นนานเท่าไร
By LOMOSONIC
Saturday, September 21, 2013
ได้ดีหรือตกต่ำไม่ตระหนก จะอยู่หรือจะไปไม่กังวล
ได้ดีหรือตกต่ำก็ไม่พรั่นพรึง
เดินชมดอกไม้ที่ลานบ้านเหมือนเคย
จะอยู่หรือจะไปก็ไม่วิตก
ลอยลิ่วปลิวตามก้อนเมฆบนท้องฟ้า
นิทัศน์อุทาหรณ์
เทวดาในจอกเหล้าคนคนนี้ เราเคยได้ยินชื่อเขามาบ่อยครั้ง ตอนนี้อยากจะมาพูดถึงเขาให้ฟังอีก เขาคือหลี่ไป๋ ซึ่งถือกันว่าคงจะเป็นเทพเจ้าแห่งกวีจุติลงมาเกิดในเมืองมนุษย์
อำนาจวาสนาและทรัพย์ศฤงคารซึ่งเป็นที่หมายปองแก่คนทั่วไปว่าสำหรับหลี่ไป๋แล้ว เป็นเพียงก้อนเมฆที่ลอยผ่านไปบนฟ้า มีก็ได้ ไม่มีก็ได้
แต่ไหนแต่ไรมา หลี่ไป๋ไม่เคยยินดีปรีดาไปกับเกียรติยศชื่อเสียงใดๆ ทั้งสิ้น และก็ไม่เคยตื่นตระหนกต่อการดูหมิ่นถิ่นแคลน ถือมันเป็นดอกไม้ที่ลานบ้าน บานแล้วก็โรย โรยแล้วก็บานอีก เป็นธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง เขาเป็นเพียงคนว่างที่พอใจจะชมดอกไม้เท่านั้น เป็นขุนนางสมหวังในราชสำนักอย่างดี กลับไปหาความวิเวกในป่าเขาก็ดี เป็นเพียงก้อนเมฆบนท้องฟ้าสีครามปล่อยให้มันลอยละล่องไปมาตามความพอใจ ไม่เคยเห็นเป็นอารมณ์เลย
Friday, September 20, 2013
คู่มือมนุษย์ ( ๕ )
คู่มือมนุษย์ ( ๕ )
ขั้นของการปฏิบัติศาสนา ( ไตรสิกขา )
วิธีที่จะตัดอุปทานตามหลักพุทธศาสนา มี ๓ ชั้น เรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล หมายถึง การประพฤติดีประพฤติถูก ตามหลักทั่วๆ ไป ในอันที่ไม่ทำตนและคนอื่นให้เดือดร้อนจำแนกเป็นศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีล ๒๒๗ เป็นต้น รวมใจความก็คือ การปฏิบัติเพื่อความสงบเรียบร้อยปราศจากโทษชั้นต้นๆ ที่เป็นไปทางกายวาจาเกี่ยวกับสังคมและส่วนตัว หรือสิ่งของต่างๆ ที่จำแนกแก่การเป็นอยู่
สมาธิ ได้แก่การบังคับจิตใจของตัวไว้ในสภาพที่จะใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดตามที่ตนต้องการ ลักษณะที่ใจแน่วแน่ หรือสงบบริสุทธิ์ ยังไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของสมาธิ พระองค์ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิของคำอีกคำหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดคือคำว่า " กมฺมนีโย " แปลว่า สมควรแก่การทำการงาน คำนี้เป็นคำสุดท้ายที่ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ
ปัญญา หมายถึงการฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด ในสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง คนเราตามปกติไม่สามารถรู้อะไรๆ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง คือมักถูกตามที่เข้าใจเอาเอง หรือตามที่สมมติกัน มันจึงไม่ใช่ตามที่เป็นจริง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติที่เรียกว่าปัญญาสิกขาขึ้่นอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนสุด สำหรับจะได้ฝึกฝนอบรมให้เกิดความเข้าใจเห็นแจ้งในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงโดยสมบูรณ์
คำว่า " ความเข้าใจ " กับคำว่า " ความเห็นแจ้งนั้น " ในทางธรรมไม่เป็นอันเดียวกัน ความเข้าใจเป็นเพียงความรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการคิดคำนวณอนุมานเอาตามหลักแห่งเหตุผล ส่วนความเห็นแจ้ง หมายถึงความรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการอบรมบ่มจิต ด้วยการพิจารณาให้ซึมซาบในสิ่งต่างๆ จนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่หลงใหลในสิ่งนั้นๆ ด้วยใจจริง ปัญญาสิกขาตามหลักพุทธศาสนา จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่เป็นไปตามอำนาจเหตุผล แต่ต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นด้วยใจจริงจนฝังแน่นไม่ลืม การพิจารณาในทางปัญญาตามสิกขาข้อนี้จึงจำต้องใช้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตของเราเองเป็นเครื่องพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยใจจริง จนเกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่ายในสิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นแต่เพียงความเข้าใจจะไม่เบื่อหน่าย ต้องเห็นแจ้งจึงจะเบื่อหน่าย เพราะเป็นของคู่กัน
ขั้นของการปฏิบัติศาสนา ( ไตรสิกขา )
วิธีที่จะตัดอุปทานตามหลักพุทธศาสนา มี ๓ ชั้น เรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล หมายถึง การประพฤติดีประพฤติถูก ตามหลักทั่วๆ ไป ในอันที่ไม่ทำตนและคนอื่นให้เดือดร้อนจำแนกเป็นศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีล ๒๒๗ เป็นต้น รวมใจความก็คือ การปฏิบัติเพื่อความสงบเรียบร้อยปราศจากโทษชั้นต้นๆ ที่เป็นไปทางกายวาจาเกี่ยวกับสังคมและส่วนตัว หรือสิ่งของต่างๆ ที่จำแนกแก่การเป็นอยู่
สมาธิ ได้แก่การบังคับจิตใจของตัวไว้ในสภาพที่จะใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดตามที่ตนต้องการ ลักษณะที่ใจแน่วแน่ หรือสงบบริสุทธิ์ ยังไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของสมาธิ พระองค์ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิของคำอีกคำหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดคือคำว่า " กมฺมนีโย " แปลว่า สมควรแก่การทำการงาน คำนี้เป็นคำสุดท้ายที่ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ
ปัญญา หมายถึงการฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด ในสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง คนเราตามปกติไม่สามารถรู้อะไรๆ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง คือมักถูกตามที่เข้าใจเอาเอง หรือตามที่สมมติกัน มันจึงไม่ใช่ตามที่เป็นจริง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติที่เรียกว่าปัญญาสิกขาขึ้่นอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนสุด สำหรับจะได้ฝึกฝนอบรมให้เกิดความเข้าใจเห็นแจ้งในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงโดยสมบูรณ์
คำว่า " ความเข้าใจ " กับคำว่า " ความเห็นแจ้งนั้น " ในทางธรรมไม่เป็นอันเดียวกัน ความเข้าใจเป็นเพียงความรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการคิดคำนวณอนุมานเอาตามหลักแห่งเหตุผล ส่วนความเห็นแจ้ง หมายถึงความรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการอบรมบ่มจิต ด้วยการพิจารณาให้ซึมซาบในสิ่งต่างๆ จนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่หลงใหลในสิ่งนั้นๆ ด้วยใจจริง ปัญญาสิกขาตามหลักพุทธศาสนา จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่เป็นไปตามอำนาจเหตุผล แต่ต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นด้วยใจจริงจนฝังแน่นไม่ลืม การพิจารณาในทางปัญญาตามสิกขาข้อนี้จึงจำต้องใช้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตของเราเองเป็นเครื่องพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยใจจริง จนเกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่ายในสิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นแต่เพียงความเข้าใจจะไม่เบื่อหน่าย ต้องเห็นแจ้งจึงจะเบื่อหน่าย เพราะเป็นของคู่กัน
Wednesday, September 18, 2013
ขโมยได้สะดวก
ขโมยได้สะดวก
นานมาแล้ว มีเศรษฐีขี้ตระหนี่คนหนึ่ง เป็นทุกข์เป็นร้อนกังวลว่า ทรัพย์สินของตนจะถูกคนขโมยไปเขาจึงจ้างคนสานหีบหวาย ต่อหีบไม้และสานกระบุงให้เขา แล้วเขาก็เอาเงินทอง เสื้อผ้า และของจิปาถะใส่ไว้ในหีบและกระบุงเหล่านั้น หลังจากจัดใส่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยจะวางใจนัก จึงหากุญแจมาใส่และเอาเชือกมัดอย่างแน่นหนาอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วก็ขนไปวางไว้ในห้อง เขาจะมาสำรวจตรวจสอบดูวันละหลายครั้ง คนในหมู่บ้านต่างก็พูดกันว่า เศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ฉลาดรอบคอบเหลือเกิน
วันหนึ่งในคืนข้างแรม ขโมยได้เจาะกำแพงเข้าไปในบ้านของเศรษฐีแล้วพากันขนทรัพย์สินของเศรษฐีคนนั้นไป ขณะที่ขโมยขนของออกไปจากบ้านนั้นตอนแรกยังกังวลจะมีอะไรตกหล่นให้เห็นร่องรอยแต่เมื่อตรวจดูแล้วเห็นว่าหีบห่อล้วนใส่กุญแจและมัดอย่างแน่นหนาก็พากันขนออกไปอย่างสบายใจ
วันรุ่งขึ้น พอเศรษฐีตื่นนอนเข้ามาในห้องที่เก็บทรัพย์สิน เห็นแต่ห้องที่ว่างเปล่าก็เสียใจจนเป็นลมสิ้นสติไป เมื่อชาวบ้านรู้เรื่องเข้า ต่างพากันหัวเราะและกล่าวว่า ความฉลาดของเศรษฐีเฒ่าผู้นี้ได้กลายเป็นอำนวยความสะดวกให้แก่พวกหัวขโมยไปเสียแล้ว
นานมาแล้ว มีเศรษฐีขี้ตระหนี่คนหนึ่ง เป็นทุกข์เป็นร้อนกังวลว่า ทรัพย์สินของตนจะถูกคนขโมยไปเขาจึงจ้างคนสานหีบหวาย ต่อหีบไม้และสานกระบุงให้เขา แล้วเขาก็เอาเงินทอง เสื้อผ้า และของจิปาถะใส่ไว้ในหีบและกระบุงเหล่านั้น หลังจากจัดใส่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยจะวางใจนัก จึงหากุญแจมาใส่และเอาเชือกมัดอย่างแน่นหนาอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วก็ขนไปวางไว้ในห้อง เขาจะมาสำรวจตรวจสอบดูวันละหลายครั้ง คนในหมู่บ้านต่างก็พูดกันว่า เศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ฉลาดรอบคอบเหลือเกิน
วันหนึ่งในคืนข้างแรม ขโมยได้เจาะกำแพงเข้าไปในบ้านของเศรษฐีแล้วพากันขนทรัพย์สินของเศรษฐีคนนั้นไป ขณะที่ขโมยขนของออกไปจากบ้านนั้นตอนแรกยังกังวลจะมีอะไรตกหล่นให้เห็นร่องรอยแต่เมื่อตรวจดูแล้วเห็นว่าหีบห่อล้วนใส่กุญแจและมัดอย่างแน่นหนาก็พากันขนออกไปอย่างสบายใจ
วันรุ่งขึ้น พอเศรษฐีตื่นนอนเข้ามาในห้องที่เก็บทรัพย์สิน เห็นแต่ห้องที่ว่างเปล่าก็เสียใจจนเป็นลมสิ้นสติไป เมื่อชาวบ้านรู้เรื่องเข้า ต่างพากันหัวเราะและกล่าวว่า ความฉลาดของเศรษฐีเฒ่าผู้นี้ได้กลายเป็นอำนวยความสะดวกให้แก่พวกหัวขโมยไปเสียแล้ว
Sunday, September 15, 2013
ถ่มน้ำลายรดฟ้า
ถ่มน้ำลายรดฟ้า
บทนี้เชื่อว่าคนไทยนั้นก็คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หมายถึงว่าอะไรก็ตามที่ต้องการจะกระทำต่อคนอื่นในทางที่ไม่ดี แต่แล้วมันจะวกกลับมาหาเราในที่สุด
บทนี้เชื่อว่าคนไทยนั้นก็คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หมายถึงว่าอะไรก็ตามที่ต้องการจะกระทำต่อคนอื่นในทางที่ไม่ดี แต่แล้วมันจะวกกลับมาหาเราในที่สุด
Subscribe to:
Posts (Atom)



.jpg)