Saturday, September 07, 2013

ความโอบอ้อมอารี... เพื่อทุกคน

ความโอบอ้อมอารี... เพื่อทุกคน

          การมีใจที่ดีและโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่นนั้นไม่เพียงแต่ทำให้บังเกิดผลแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ที่มีใจโอบอ้อมอารีต่างก็ได้รับสิ่งดีงามกลับมาจากการกระทำของตนด้วยไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง คือความหมายของปรัชญาข้อนี้

           จริงเสมอในโลกแห่งการตอบแทน นอกจากจะเป็นผู้ให้แล้วก็ยังสามารถเป็นผู้รับได้พร้อมกัน

           เรื่องของคนสองคนที่มีความรักและเอื้ออาทรต่อคนในชาติและแผ่นดินเกิด ในวันที่ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ บ้านเรือนถูกระเบิดพังพินาศเทคโนโลยีต่างๆ ถูกทำลายย่อยยับ ไม่รวมถึงหัวใจของคนญี่ปุ่นต้องแตกสลายกลายเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นพูดกันมากที่สุดในห้วงเวลาหนึ่ง

           มาซารุ อิบุกะ และ อากิโอะ โมริตะ พบกันครั้งแรกในงานประชุม การค้นคว้าอาวุธใหม่ในช่วงสงคราม ด้วยทัศนคติที่ดีของคนทั้งคู่ ภายหลังทั้งสองคนได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน แม้ว่าอิบุกะจะมีอายุมากกว่าโมริตะถึง ๑๐ ปี ความห่างกันของอายุไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญต่อมิตรภาพของคนทั้งสอง

          ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ มาซารุ อิบุกะ ได้กลับไปยังเมืองโตเกียวหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ห้องเล็กๆ แคบๆ ที่ตั้งอยู่บนชั้นสามของห้างสรรพสินค้าชิโนคิยะในนิฮอมบาชิ กลายเป็นห้องทำงานของอิบุกะและทีมงานซึ่งภายหลังเขาก็ได้ อากิโอะ โมริตะ มาร่วมงานด้วย

Friday, September 06, 2013

คู่มือมนุษย์ ( ๔ )

คู่มือมนุษย์ ( ๔ )
อำนาจของความยึดถือ ( อุปาทาน )

         การที่จะถอนตัวออกจากสิ่งทั้่งหลายที่เป็นอนิจจัง ทกขัง อนัตตา ต้องศึกษาให้รู้ว่ามีต้นเหตุมาจาก " ความอยาก " เมื่อมีความอยากในสิ่งใด ความยึดถือย่อมมีในสิ่งนั้น นั่นคือความอยาก เป็นต้นเหตุของความยึดถือสิ่งที่เรียกว่า " ความยึดถือ " ได้แก่  " อุปาทาน " ซึ่งจำแนกเป็น ๔ ประการ คือ กามุปาทาน การยึดถือในของรักของใคร่ทั่วไป ทิฏฐุปาทาน การยึดทิฏฐิความคิดเห็นของตน สีลัพพตุปาทาน การยึดถือในวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่ตนเคยกระทำมาอย่างงมงาย อัตตาวาทุปาทาน การยึดถือด้วยการกล่าวว่าเป็นตัวเป็นตน

         กามุปาทาน ( การยึดมั่นในกาม ) หมายถึง ความรู้สึกติดพันสนุกสนานเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย ในวัตถุหรืออารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่พอใจ จำแนกได้เป็น ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ การยึดมั่นในกามเป็นเหตุให้เกิดความพินาศฉิบหายนานาประการ การอุตสาห์เล่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพ การขวนขวายทำกิจการงานทุกอย่าง ก็สืบเนื่องมาจากกามารมณ์ แม้การทำบุญให้ทานเพื่อไปสวรรค์ ก็มีมูลมาจากกามารมณ์ โดยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า ความยุ่งยากปั่นป่วนของโลกมีมูลมาจากกามารมณ์ หรือกามุปาทานทั้งสิ้น

           ถ้าว่าอย่างโลกๆ กามุปาทานกลับมีประโยชน์เพราะทำให้ความรักครอบครัว ให้ขยันขันแข็งในการแสวงหาทรัพย์สมบัติและชื่อเสียง เป็นต้น แต่เมื่อมองในทางธรรมกลายเป็นทางมาแห่งความทุกข์ทรมานอันเร้นลับ ฉะนั้นกามุปาทานจึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม และละให้ได้ในที่สุด

         ทิฏฐุปาทาน ( การยึดมั่นในทิฏฐิ ) หมายถึงการยึดมั่นในความเห็นของตนจนเกิดการถือรั้น ซึ่งมีโทษร้ายกาจไม่น้อยกว่ากามุปาทาน ถ้ายึดมั่นในความคิดความเห็นเดิมของตน เราจำเป็นจะต้องปรับปรุงทิฏฐิให้ถูกให้ดีให้สูงขึ้นเสมอ คือจากมิจฉาทิฏฐิ ให้กลายเป็น สัมมาทิฏฐิ และยิ่งๆ ขึ้น จนเห็นอริยสัจในที่สุด

ฉันข้าวพักผ่อน

ฉันข้าวพักผ่อน

          ฌานาจารย์หยุนจฺวีไปเยือนฌานาจารย์ต้งซานเหลียงเจี้ยถามท่านว่า " อาจารย์ ขอถามหน่อย ทุกวันนี้ท่านฉันอะไร ? "

           ฌานจารย์ต้งซานตอบโดยไม่ต้องคิดว่า " ฉันข้าวทุกวัน แต่ไม่เคยฉันข้าวแม้แต่เม็ดเดียว ดื่มน้ำชาทุกวัน แต่ไม่เคยดื่มน้ำชาแม้แต่หยดเดียว "

           หยุนจฺวีได้ฟังดังนั้น ก็ตอบด้วยความพอใจ พลางตอบว่า " อาจารย์ ท่านได้ฉันข้าวฉันน้ำอย่างแท้จริงทุกวัน "

           พวกเรากินอะไรทุกวันหรือ ? ที่กินเข้าไป ล้วนมิได้กินอย่างแท้จริงเพราะได้กินหรือไม่ได้กิน ล้วนเป็นปัญหาเกิดดับ กินโดยไม่กิน ไม่กินโดยกิน หมายถึงจากการกระทำสู่การไม่กระทำ จากมีลักษณ์สู่ไร้ลักษณ์ จากการเกิดดับสู่การไม่เกิดดับ ดังสำนวนที่ว่า " ผ่านสวนบุปผชาติ ไม่สัมผัสแม้กลีบดอกเดียว "

สวยไม่ดี ขี้เหร่เยี่ยม

สวยไม่ดี ขี้เหร่เยี่ยม

         ครั้งหนึ่ง หยางจื่อ นักปรัชญามีชื่อในระยะต้นของสมัยจ้านกว๋อ ( ๔๗๕-๒๑๑ ปีก่อนคริสตกาล ) เดินทางไปรัฐซ่ง ค่ำวันหนึ่งขณะที่เขาพักแรมอยู่ในโรงเตี้ยมนั้นเขาสังเกตเห็นว่าโรงเตี้ยมมีหญิงสาวอยู่สองคน คนหนึ่งรูปโฉมสวยสำอางค์ ส่วนอีกคนหนึ่งรูปร่างขี้เหร่ แต่คนทั้งหลายในโรงเตี้ยมกลับนิยมชมชอบและแสดงท่าทีให้ความยกย่องแก่สาวที่รูปร่างขี้เหร่และมองหญิงสาวที่รูปร่างสวยงามด้วยสายตาที่ดูหมิ่นและเหยียดๆ

          หยางจื่อสังเกตเห็นเช่นนั้น รู้สึกแปลกใจจึงถามคนที่ทำงานในโรงเตี้ยมว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นชายที่ทำงานในโรงเตี้ยมได้กระซิบบอกเขาว่า " สาวที่รูปร่างสวยงามนั้นคิดว่าตนเองสวย แต่ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกว่าเธอสวยที่ตรงไหน ส่วนคนที่รูปร่างขี้เหร่นั้น เธอรู้ว่าตัวเองไม่สวย แต่ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกว่าเธอไม่สวยตรงไหน "

          หยางจื่อฟังแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า " ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วผู้ที่ทำความดีแล้วไม่ถือว่าตนทำความดี คนชนิดนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนย่อมเป็นที่ต้อนรับของคนทั้งหลาย "


บันทึกใน " จวงจื่อ "

Tuesday, September 03, 2013

Understanding the Law of Kamma

Understanding the Law of Kamma

         As we know, the natural course of things is called in common term - The Law of nature or the Order of Norm, referring to the fact that specific determinant inevitably leads to corresponding result. It uniformly bases on the principle of causal dependence. The Buddhist commentaries describe five categories of natural law, and of course, the law of kamma is included. There are;

          1. Utuniyama, the natural law pertaining to physical objects and changes in the natural environment such as the changes brought about by heat or temperature.

          2. Bijaniyama, the natural law pertaining to heredity which is best described in the adage " as a seed, so a fruit. "

          3. Cittaniyama, the natural law pertaining to the function of the mind such as the process of cognition of sense objects and the mental reaction to them, resulted from intentional and unintentional actions.

          4. Kammaniyama, the natural law relating to the human behavior, the process of generation of action and its result. In essence, this is summarized in the words " good deed bring good result, bad deed brings bad result. " Notice that it is intentional action only is considered as kamma.

          5. Dhammaniyama, the natural law governing the relationship and interdependence of all things. The way all things arise, exist, and then cease. All conditions are subject to change.

          If we believe that the world is partly in control of nature and partly in control of human beings, the answer is , that, other Niyama are entirely nature's domain while kammaniyama is the human responsibility, both in personal and social levels.

Monday, September 02, 2013

ความเข้าใจในกฎแห่งกรรม

ความเข้าใจในกฎแห่งกรรม

         เราทราบแล้วว่า ในทางพุทธศาสนา สิ่งต่างๆ ทั้งหลายย่อมตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น กฎธรรมชาติคือกฎแห่งเหตุปัจจัยนำเหตุไปสู่ผล แบ่งออกเป็น ๕ อย่างซึ่งภายใน ๕ อย่างนั้นมีกฎแห่งกรรมรวมอยู่ด้วย ดังนั้นผลของกรรมหรือวิบากที่ได้รับอาจขึ้นอยู่กับการกระทำกรรมเพียงอย่างเดียว หรืออาจตกอยู่ใต้เหตุปัจจัยอันเนื่องมาจากกฎข้ออื่นเช่นเดียวกันกฎธรรมชาติที่ว่านี้ประกอบด้วย

         ๑. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติหรือกฎทางฟิสิกส์ที่คอยควบคุมการเปลี่ยนแปลงวัตถุธรรมทั้งหลาย เช่น ความร้อนหรืออุณหภูมิ ดังที่เราเคยเรียนรู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป

          ๒. พีชนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับทางชีววิทยาที่ควบคุมสิ่งที่มีชีวิต เช่นกฏทางด้านพันธุกรรม ดังที่พุทธศาสนานำมาอธิบายในเรื่องผลของกรรมด้วยสุภาษิตที่ว่า " ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ใด ย่อมให้ผลพันธุ์นั้น " เสมอ 

         ๓. จิตนิยาม กฎธรรมชาติว่าด้วยการทำงานของจิต ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เกิดเป็นเวทนาหรือกระบวนการในการรับรู้ตลอดจนเป็นสังขารปรุงแต่งทั้งหลายภายใต้การควบคุมของกิเลสตัณหาต่างๆ ที่เรียกว่าเจตสิก ทั้งดี ชั่ว และเป็นกลางๆ

         ๔. กรรมนิยามหรือกฎแห่งกรรม เป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการกระทำ ( กรรม ) และผลของการกระทำ ( วิบาก )  ที่เกิดจากความตั้งใจหรือเจตนา เป็นกฎที่ควบคุมและก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์

          ๕.ธรรมนิยาม เป็นกฎธรรมชาติข้อใหญ่ที่รวมสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎข้ออื่นๆ ไว้ทั้งหมด เป็นตัวควบคุมสรรพสิ่งทั้งหลายให้อยู่อย่างสัมพันธ์หรือเป็นเหตุปัจจัยต่อกันด้วยการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามกฎไตรลักษณ์