Sunday, September 29, 2013

เลียริดสีดวงได้รถ

เลียริดสีดวงได้รถ

         ในรัฐซ่งมีชายผู้หนึ่งชื่อเฉาซาง กษัตริย์รัฐซ่งได้ส่งให้เขาเป็นฑูตไปที่รัฐฉินเวลาขาออกเดินทาง กษัตริย์ของรัฐซ่งทรงประทานรถให้เขาไปเพียงไม่กี่คัน เมื่อเขาไปถึงรัฐฉิน กษัตริย์ของรัฐฉินทรงพอพระทัยในตัวเขามากจึงประทานรถม้าจำนวนร้อยคันให้แก่เขา

          เมื่อเขาพบจวงจื่อหลังจากกลับมารัฐซ่งแล้วเขาก็กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า " ถ้าพูดเรื่องการอยู่ในตรอกที่โกโรโกโส ยากจนถึงกับต้องถักรองเท้าหญ้ามาใช้อดโซจนคอยาว หน้าตาซูบซีดแล้ว ข้าพเจ้าสู้ท่านไม่ได้แน่ แต่เมื่อได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิแห่งมหารัฐฉินแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รับพระราชทานรถม้าเป็นจำนวนมากถึงร้อยคัน นี่คือความสามารถของข้าพเจ้า "

          จวงจื่อกล่าวกับเขาว่า " ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่ากษัตริย์ฉินทรงเป็นโรคริดสีดวงที่เวจมรรค พระองค์ทรงแสวงหาคนไปถวายการรักษาพยาบาลอยู่มิได้ขาด ถ้าผู้ใดสามารถทำให้ริดสีดวงแตกก็จะได้รับพระราชทานรถคันหนึ่ง ใครเลียริดสีดวงของพระองค์ก็จะได้รับพระราชทานรถสองคัน ถวายการรักษาพยาบาลยิ่งอุจาดเท่าไร รถที่ได้รับพระราชทานก็จะยิ่งมาก ข้าพเจ้าอยากจะทราบว่าท่านถวายการรักษาพยาบาลริดสีดวงของพระองค์ด้วยวิธีใด เหตุไฉนท่านจึงได้รับพระราชทานรถม้ามามากมายเช่นนี้ ? ทุเรศ ! "

บันทึกใน " จวงจื่อ " 

คู่มือมนุษย์ ( ๖ )

คู่มือมนุษย์ ( ๖ )
คนเรายึดถืออะไร ( เบญจขันธ์ )

          ที่ตั้งแห่งความยึดถือของอุปาทานคือโลก คำว่า " โลก " ในทางธรรมหมายถึง สิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ นับตั้งแต่พรหมจนถึงเปรตอสุรกาย พุทธศาสนาสอนวิธีดูโลกไว้หลายชั้น เช่นให้ดูด้วยการจำแนกโลกออกเป็นฝ่ายวัตถุเรียกว่า " รูปธรรม " กับฝ่ายจิตใจ เรียกว่า " นามธรรม " ส่วนที่เป็นนามธรรมยังแยกออกได้เป็น ๔ ส่วน รวมนามธรรม ๔ ส่วน กับรูปธรรม ๑ ส่วน รวมกันได้เป็น ๕ ส่วน เรียกว่า " เบญจขันธ์หรือขันธ์ห้า " แปลว่า ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก คือเป็นสัตว์หรือเป็นคน การดูโลกหมายถึงดูคนโดยเฉพาะ

          นามธรรม ๔ ส่วน จำแนกออกได้ดังนี้

          ส่วนที่ ๑ เรียกว่า " เวทนา " หมายถึงความรู้สึก ๓ ประการ คือ สุข ทุกข์ และ ไม่สุขไม่ทุกข์ อันมีประจำอยู่ในคนเป็นปกติจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นคน

          ส่วนที่ ๒ เรียกว่า " สัญญา " แปลว่า รู้พร้อมเป็นความรู้สึกตัวเหมือนกำลังตื่นอยู่คือไม่หลับ ไม่สลบ ไม่ตาย หรือที่เรียกว่าสติสมปฤดี แต่โดยทั่วๆ ไปมักอธิบายกันว่า เป็นความจำเป็นได้หมายรู้ก็ถูกเหมือนกันเพราะหมายความว่ายังไม่เมา ไม่สลบ ไม่หลับ ไม่ตาย ดังกล่าวมาแล้ว

          ส่วนที่ ๓ เรียกว่า " สังขาร " มีหลายความหมาย สังขารที่เป็นส่วนหนึ่งของนามธรรมนี้แปลว่า " ปรุง " ได้แก่กิริยาแห่งการคิดหรือความคิด คำว่าสังขารในที่อื่นหมายถึงบุญกุศลที่ปรุงแต่งคนให้เกิดก็มี หมายถึงร่างกายหรือโครงร่างที่มีใจครองก็มี แต่มีความหมายตรงกันอยู่ว่า เป็นเครื่องปรุงแต่ง

          ส่วนที่ ๔ เรียกว่า " วิญญาณ " หมายถึงตัวจิตที่ทำหน้าที่รู้สึกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

          โลกในพุทธศาสนา ท่านจำแนกกันอย่างนี้ ผู้ต้องการเข้าใจโลกสมควรสนใจเรื่องขันธ์ห้าให้มากตามสมควร

           ขันธ์ห้า เป็นการยึดเกาะของอุปาทานสี่

Saturday, September 28, 2013

เป็นครูคน

เป็นครูคน

         ลูกศิษย์ ก. ถามฌานาจารย์ฝ่าเยี่ยนว่า " อาจารย์ พระจันทร์ คือ อะไร ? " ฌานาจารย์ฝ่าเยี่ยนชี้นิ้วไปที่ฟ้า

         ลูกศิษย์ ก. ถามอีกว่า " ศิษย์ไม่ได้หมายถึงที่อาจารย์ชี้ แต่ต้องการถามว่าพระจันทร์คืออะไรกันแน่ ? "

         ฌานาจารย์ฝ่าเยี่ยนถามกลับว่า " ไอ้ที่เจ้าไม่ได้ถามน่ะ ที่อาตมาชี้น่ะมันคืออะไร ? "

         ถึงตอนนี้ ลูกศิษย์ ข. เข้ามาร่วมสนทนาอีกคน ลูกศิษย์ ข. ถามว่า " ฉันไม่คิดถามถึงพระจันทร์ ที่ถามคือที่นิ้วชี้ ? "

          ฌานาจารย์ฝ่าเยี่ยนตอบว่า " พระจันทร์ "

          ลูกศิษย์ ข. ไม่เข้าใจ ถามอีกว่า " ที่ฉันถามคือที่นิ้วชี้ เหตุใดอาจารย์จึงตอบว่าพระจันทร์ ? "

          ฌานาจารย์ฝ่าเยี่ยนตอบว่า " ก็เพราะที่เจ้าถาม คือ ที่นิ้วชี้ ! "

The Law of Kamma and the moral justice

The Law of Kamma and the moral justice

        The Law of Kamma has nothing to do with the idea of moral justice religious. Although some scholars try to claim their common origin or confuse them through analogy, there is no justification for such effort.

         To begin with, the theory of moral justice is grounded on the assumption of a Supreme Being or a so - called Creator God, the lawgiver who sits in judgement over all actions. It is he who is believed to mete out justice, giving punishment to sinner and rewards to believers as the case may be. But the meaning of expression " moral justice " in theistic religious is ambiguous. History has shown that much injustice has been made in the name of moral justice.

         The Law of Kamma, on the other hand is a natural law. It is the natural law of cause and effect, of action and reaction. The law of kamma operates on its own, requiring no assumption of God. It has nothing to do with the idea of reward or punishment. The Law of Kamma operates with full and perfect justice.

กฎแห่งกรรมกับกฎศีลธรรม

กฎแห่งกรรมกับกฎศีลธรรม

         กฎแห่งกรรมไม่มีความสัมพันธ์กับกฎศีลธรรมหรือความยุติธรรมทางศีลธรรมในศาสนาเทวนิยม แม้ว่าจะมีผู้รู้บางท่านพยายามที่จะอ้างกฎทั้งสองมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน จนทำให้เกิดความสับสนในการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมต่อหลักการในการนำมาอธิบายกฎแห่งกรรมในทางพุทธศาสนา

          สำหรับกฎแห่งศีลธรรมนั้นเป็นทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรมบนฐานความเชื่อของการมีอยู่ของพระผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลหรือพระเจ้าผู้สร้างโลก ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ความยุติธรรม พระองค์คือผู้พิจารณาตัดสินการกระทำและผลของการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ ทรงเป็นผู้ประทานรางวัลให้กับผู้ทำดีและตัดสินลงโทษผู้ทำชั่วตามควรแก่กรณี ซึ่งคำว่า ความยุติธรรมทางศีลธรรมที่พระเจ้ากำหนดนี้ โดยความเป็นจริงที่เคยปรากฎในประวัติศาสตร์ทางศาสนาที่ผ่านมา ก็เคยมีผู้ที่ได้รับความ " ยุติธรรม " ในนามของความยุติธรรมนี้มาแล้วเป็นจำนวนมิใช่น้อย

Sunday, September 22, 2013

ความรู้สึกของวันนี้ ( เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยความซื่อสัตย์ และความรู้สึกจริงๆ ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง )HBD


ความรู้สึกของวันนี้

หยดน้ำที่นอกหน้าต่าง
หมอกขาวและเส้นบางๆ
ลมพัดมาพาฝนโปรยตรงที่เธอเดินผ่าน
กลิ่นหอมของข้าวในจาน
บันทึกที่เขียนประจำวัน คืน ผ่าน ล่วงไป

รองเท้าที่ใช้จนเก่า
เศษเหรียญที่เรายังเก็บ
เพลงของเธอ บนชั้นวาง เพลงที่ไม่เคยเปิด
จดหมายที่เขียนถึงเธอ
ดอกไม้ที่ให้เธอวันสุดท้าย สุดท้าย

ฉันคิดถึงเธออยู่
ทุกช่วงเวลาที่ ยังหายใจ
ฉันคิดถึงเธออยู่
แม้รู้ว่ามันอ่อนแอ เหลือเกิน
คือสิ่งเดียวที่ฉันนั้นรู้สึก
แม้จะเนิ่นนานเท่าไร

ก็เพราะว่าเธอยังอยู่
ก็เพราะว่าเธอยังอยู่ในหัวใจ
ในหัวใจคนที่เธอเคยบอก
ว่ารักเขามากที่สุด
ว่ารักเขามากในสัญญา ที่เอ่ย ถ้อยคำ

ไม่เพียงแค่ฉันรู้สึก
แต่เธอก็คงรู้สึก
วันของเรา เพลงของเรา
เพลงที่เราเคยเปิด
จดหมายที่เขียนถึงกัน
ดอกไม้ที่ให้กันวันสุดท้าย วันสุดท้าย

ฉันคิดถึงเธออยู่
ทุกช่วงเวลาที่ ยังหายใจ
ฉันคิดถึงเธออยู่
แม้รู้ว่ามันอ่อนแอ เหลือเกิน
คือสิ่งเดียวที่ฉันนั้นรู้สึก
แม้จะเนิ่นนานเท่าไร

ฉันคิดถึงเธออยู่
ทุกช่วงเวลาที่ ยังหายใจ
ฉันคิดถึงเธออยู่
แม้รู้ว่ามันอ่อนแอ เหลือเกิน
มันยังคงชัดเจนทุกอย่าง
และยังมีแค่เธอเท่านั้น
แม้จะเนิ่นนานเท่าไร




By LOMOSONIC