Wednesday, December 12, 2012

The Training in Morality

The Training in Morality

          Among these three fundamental modes of training, Sila, or morality, is first recommended for Buddhist practice both on the personal and the social levels. On the personal level, the observance of the basic five precepts for lay Buddhist serves as the preliminary groundwork for the cultivation of higher virtue of mental development. Sila is the most important step on the spiritual path. Without morality, meditation training in right mindfulness and right concentration can not be attained, and without right concentration, according to the Theravada concept, wisdom can not be perfected.

ศีลภาวนา

ศีลภาวนา

           ในระหว่าง ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ศีล ถือเป็นไตรสิกขาข้อแรกที่พุทธศาสนาแนะนำให้ประพฤติปฏิบัติ ทั้งในระดับบุคคลและในระดับสังคม การดำเนินชีวิตภายใต้กรอบแห่งศีล 5 ถือเป็นศีลขั้นมูลฐาน ที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ เพื่อใช้เป็นบันไดที่จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าทางจิตวิญญาณในระดับสูงต่อไป พุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาทถือว่า หากปราศจากการรักษาศีล การทำสมาธิในระดับสัมมาสติและสัมมาสมาธิจะไม่สามารถบรรลุได้เลย เพราะศีลและสมาธิมทางที่นำไปสู่ปัญญา เมื่อไม่สามารถมีสัมมาสมาธิก็ย่อมไม่บรรลุปัญญา อันหมายถึงความรู้แจ้งในสภาวธรรมสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 6 )

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 6 )

          ขอให้พักทำใจอ่านศัพทการในคำบริภาษแห่งกษัตริย์ราชเจ้าที่ท้าวเธอมีแก่วันทองจากโอษฐ์ของพระพันวสาต่ออีกสักนิด

รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ
ใจไม่ซื่อสมศักดิ์เท่าเส้นผม
แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม
สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน

มึงนี้ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง
จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน
สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ

ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว
หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่
หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย
อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา

กูเลี้ยงมึงถึงให้เป็นหัวหมื่น
คนอื่นรู้ว่าแม่ก็ขายหน้า
อ้ายขุนช้างขุนแผนทั้งสองรา
กูจะหาเมียให้อย่าอาลัย

หญิงกาลกิณีอีแพศยา
มันไม่น่าเชยชิดพิศมัย
ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป
มึงตัดใจเสียเถิดอีคนนี้

เร่งเร็วเหวยพระยายมราช
ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปราณี
อย่าให้มีโลหิตติดดินกู

เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน
ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่
ฟันให้หญิงชายทั้งหลายดู
สั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชาย

           ขอให้ทบทวนอีกครั้งว่า พระพันวสา ณ เวลานี้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษามิใช่กษัตริย์การตัดสินความจึงต้องเที่ยงธรรมและห้ามใช้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาชี้ผิดชี้ถูกให้จำเลย

Tuesday, December 11, 2012

เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๑๑ )

เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๑๑ )
กรุงศรีอยุทธยา

          ยุคทองของไทยยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยก็เมื่อระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึงปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาก่อตั้งโดยพระเจ้าอู่ทองในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระองค์ทรงนำพสกนิกรอพยพมาจากอู่ทอง ( อำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี ) ซึ่งในขณะนั้นเกิดโรคอหิวาต์ระบาด เมืองใหม่นี้ให้ชื่อว่าอยุทธยา ( เมืองของพระรามในรามเกียรติ์อินเดีย ) ซึ่งมีความหมายว่า " ไม่พ่ายแพ้หรือปราบไม่ได้ "

           ความจริงแล้ว อยุธยาเคยเป็นเมืองเจริญรุ่งเรืองมาก่อนที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงโดยพระเจ้าอู่ทอง กล่าวกันว่าก่อนที่ชาวไทยจะบุกรุกเข้ามานั้นบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของพวกเขมรหรือขอมผู้ซึ่งครองเมืองละโว้ หรือลพบุรีมาก่อน เมืองนี้ ตั้งอยู่บนเกาะซึ่งเป็นที่บรรจบของแม่น้ำทั้งสามสาย คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ดังนั้นจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าและการคมนาคมได้เป็นอย่างดี

           ในขณะเดียวในระหว่างการปกครองของพระรามาธิบดีที่ ๑ นั้นพระองค์ได้จัดให้มีการปกครองโดยแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ( แบบจตุสดมภ์ ) และมีขุนนางเป็นผู้รับผิดชอบดังนี้

Thailand " Land of Smiles " ( Part 11 )

Thailand " Land of Smiles " ( Part 11 )
The Former Capital of Ayutthaya

          One of the golden eras of Thailand history was during the period from 1350 to 1767 when Ayutthaya was the capital. The former capital was founded in 1350 by King Uthong, later crowned King Ramathibodi I, who led his men from U Thong where there was an outburst of cholera. The city was named for Ayutthaya, the home of Rama in the Indian epic Ramayana which means " Undefeatable ".

          In fact, Ayutthaya was a thriving town before it was founded as the Thai capital by King Uthong. Before the arrival of the invading Thais, the areas was occupied by the Khmers or Camboodians who ruled Lavo or Lopburi. The city was situated on an island which was the confluence of there rivers, the Chao Phraya, the Pa Sak and the Lopburi. Thus, it was the center of trade and communications.

          Meanwhile, during his reign King Ramathibodi I created the offices of the four Great Officers of State as follows:-

Monday, December 10, 2012

แก่น

ขโมยครั้งเดียวก็พอ

          ท่านสืออูออกธุดงค์ พบชายแปลกหน้าคนหนึ่ง จึงเดินคุยเป็นเพื่อนกันคุยกันถูกคอ โดยไม่รู้เนื้อรู็ตัว ฟ้าก็มืดค่ำเสียแล้ว ทั้งสองจึงเข้าพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งด้วยกัน

          กลางดึก ท่านสืออูได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังอยู่ในห้อง จึงร้องถามขึ้นมาว่า " สว่างแล้วรึ "

          ชายแปลกหน้าตอบว่า " ยัง เพิ่งจะเที่ยงคืน "

          ท่านสืออูคิดในใจว่า ชายแปลกหน้าคนนี้แปลกมาก สามารถเดินในความมืดมิดของค่ำคืน อาจจะเป็นยอดฝีมือ หรือไม่ก็พระอรหันต์คิดเช่นนี้แล้วจึงร้องถามไปว่า

          ท่านสืออู " เจ้าเป็นใครกันแน่ "

          หัวขโมย " หัวขโมย "

          ท่านสืออู " อ้อ... ขโมยดอกหรือ เจ้ขโมยมากี่ครั้งแล้ว "

          หัวขโมย " นับครั้งไม่ถ้วน "

          ท่านสืออู " ทุกครั้งที่ขโมย มีความสุขได้นานเท่าไร "

          หัวขโมย " ต้องแล้วแต่มูลค่าของของที่ขโมยมาได้่ "

          ท่านสืออู " ครั้งที่มีความสุขที่สุด สุขอยู่นานแค่ไหน "

          หัวขโมย " ก็ไม่กี่วัน หลังจากนั้นก็ไม่มีความสุขอีกแล้ว "

          ท่านสืออู " ที่แท้ก็โจรกระจอก ทำไมไม่ขโมยเยอะๆ ครั้งใหญ่ๆ สักครั้งล่ะ "

          หัวขโมย " ที่แท้ก็พวกเดียวกันดอกหรือ เจ้าขโมยมากี่ครั้งแล้ว "