ธัมมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาส ( บทที่ ๓ )
ธัมมิกสังคมนิยม และเจตนารมณ์สังคมนิยมในพุทธศาสนา
ความหมาย ธัมมิกสังคมนิยม
" ...โลกจะต้องมีระบบการปกครองที่ไม่เห็นแก่ตัว และให้ประกอบไปด้วยธรรมะ ระบอบการปกครองในโลกที่ไม่เห็นแก่ตัวคนตัวบุคคลคือมือใครยาวสาวได้สาวเอา จะเปิดโอกาสให้ระบบการปกครองนั้นประกอบอยู่ด้วยพระธรรม หรือพระเจ้า แล้วแต่จะเรียก ไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เรียกไว้ทีก่อนว่า ระบบธัมมิกสังคมนิยม
สังคมนิยม ก็แปลว่า เห็นเพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัวกูคนเดียว เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ จึงจะเรียกว่าสังคมนิยม แล้วการเห็นแก่สังคมนั้นต้องถูกต้องด้วย เพราะว่าผิดก็ได้เหมือนกัน การเห็นแก่สังคมผิดๆ ก็คุมพวกไปปล้นคนอื่น หาประโยชน์มาให้แก่พวกตัวนี้ มันก็ผิด ก็เลยต้องใช้คำว่า "ธัมมิก " ประกอบอยู่ด้วยธรรมนี้ เข้ามานำหน้าไว้ว่า ธัมมิกสังคมนิยม - ระบอบที่ถือเอาประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก และประกอบไปด้วยธรรมมะ "
Friday, January 04, 2013
Thursday, January 03, 2013
Practical purpose of meditation for lay people
Practical purpose of meditation for lay people
The practical purpose of Buddhist meditation is not properly understood by not only among non - Buddhist, but also among certain sectors of Buddhist as well. Some people believe that meditation serves no practical purpose and is an escape from reality of every life.
Those who embrace such a wrong view fail to distinguish between an active training attuned to a state of perfect mental health, tranquility and equilibrium, which is Buddhist meditation, and a passive engagement in nothing but mystic musing or recitation of mantras, which has nothing to do with Buddhist meditation. They also fail to understand that sitting with closed eyes or repeating unintelligent phrases does not in itself constitute Buddhist meditation. Buddhist meditation by no means implies an escape from life. Its practice is largely based on life activities and its effects are meant to improve the quality of life.
Again, to develop a higher level of concentration, a certain degree of seclusion or a carefully - structured environment may be more favorable, but Buddhist meditation means much more than just concentration practice. In fact the Buddha pointed out that concentration for it own sake is an obstacle to the higher realization of Dhamma.
The practical purpose of Buddhist meditation is not properly understood by not only among non - Buddhist, but also among certain sectors of Buddhist as well. Some people believe that meditation serves no practical purpose and is an escape from reality of every life.
Those who embrace such a wrong view fail to distinguish between an active training attuned to a state of perfect mental health, tranquility and equilibrium, which is Buddhist meditation, and a passive engagement in nothing but mystic musing or recitation of mantras, which has nothing to do with Buddhist meditation. They also fail to understand that sitting with closed eyes or repeating unintelligent phrases does not in itself constitute Buddhist meditation. Buddhist meditation by no means implies an escape from life. Its practice is largely based on life activities and its effects are meant to improve the quality of life.
Again, to develop a higher level of concentration, a certain degree of seclusion or a carefully - structured environment may be more favorable, but Buddhist meditation means much more than just concentration practice. In fact the Buddha pointed out that concentration for it own sake is an obstacle to the higher realization of Dhamma.
เป้าหมายในการฝึกสมาธิสำหรับคนทั่วไป
เป้าหมายในการฝึกสมาธิสำหรับคนทั่วไป
มีความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิภาวนาตามแนวทางพุทธศาสนาในหมู่คนที่มิใช่ชาวพุทธหรือแม้แต่ในชาวพุทธบางกลุ่ม ที่มีความเห็นว่า การฝึกสมาธิเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นการหนีโลกหนีความจริงในการดำเนินชีวิตประจำวัน
การที่มีความเห็นเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากมีความเข้าใจในเป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิภาวนาตามหลักทางพุทธศาสนายังไม่ถูกต้อง โดยนำไปปะปนกับการปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบนั่งหลับตาสวดมนต์ท่องบ่นคาถาอ้อนวอนเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทำสมาธิภาวนาในทางพุทธศาสนาที่มุ่งเพื่อปรับปรุงสุขภาพจิตให้เกิดความสงบ มีดุลยภาพต่อการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน
อีกประการหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจคือการปฏิบัติที่มุ่งฝึกสมาธิในระดับสูงขึ้นโดยการปลีกวิเวกแสวงหาที่สงบเงียบในบรรยากาศที่สงัด แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมีการหลงยึดติดอยู่แค่นั้น ก็๋ยังนับว่าเป็นอุปสรรคต่อความเห็นแจ้งในสัจธรรมตามหลักการทำสมาธิในทางพุทธศาสนา
มีความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิภาวนาตามแนวทางพุทธศาสนาในหมู่คนที่มิใช่ชาวพุทธหรือแม้แต่ในชาวพุทธบางกลุ่ม ที่มีความเห็นว่า การฝึกสมาธิเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นการหนีโลกหนีความจริงในการดำเนินชีวิตประจำวัน
การที่มีความเห็นเช่นนี้ อาจเนื่องมาจากมีความเข้าใจในเป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิภาวนาตามหลักทางพุทธศาสนายังไม่ถูกต้อง โดยนำไปปะปนกับการปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบนั่งหลับตาสวดมนต์ท่องบ่นคาถาอ้อนวอนเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทำสมาธิภาวนาในทางพุทธศาสนาที่มุ่งเพื่อปรับปรุงสุขภาพจิตให้เกิดความสงบ มีดุลยภาพต่อการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน
อีกประการหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจคือการปฏิบัติที่มุ่งฝึกสมาธิในระดับสูงขึ้นโดยการปลีกวิเวกแสวงหาที่สงบเงียบในบรรยากาศที่สงัด แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมีการหลงยึดติดอยู่แค่นั้น ก็๋ยังนับว่าเป็นอุปสรรคต่อความเห็นแจ้งในสัจธรรมตามหลักการทำสมาธิในทางพุทธศาสนา
อวดดีอวดเด่น
อวดดีอวดเด่น
หลวงจีนรูปหนึ่งค่อนข้างยโสอวดดี ได้ติดตามหลวงจีนอีกห้ารูปเดินทางไปร่วมปฏิบัติธรรมที่อารามของฌานาจารย์หวงเนี่ย หลวงจีนอื่นๆ ล้วนแสดงความเคารพต่อฌานาจารย์หวงเนี่ยด้วยจิตใจเลื่อมใส มีหลวงจีนรูปนั้นเพียงรูปเดียวเจตนาไม่แสดงความเคารพ เพื่ออวดโอ่ว่าตนบรรลุฌานแล้ว
หลวงจีนรูปนั้นฉวยอาสน์ขึ้นมา ใช้นิ้ววาดเป็นรูปวงกลมกลางอากาศ แล้วยืนที่มุมหนึ่ง โดยไม่ปริปากกล่าววาจาใด
ฌานาจารย์เห็นดังนั้น ก็กล่าวกับหลวงจีนทั้งหมดว่า " มีสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งดุร้ายยิ่ง " หลวงจีนที่อวดดีตอบว่า " สุนัขล่าเนื้อมาตามเสียงร้องของเลียงผา "
ฌานาจารย์ ถามว่า " ท่านได้ยินเสียงเลียงผาหรือ ? " หลวงจีนรูปนั้นตอบว่า " ถ้าอย่างนั้น คงมาตามรอยเท้าเลียงผา "
ฌานาจารย์ถามว่า " ท่านเห็นรอยเท้าเลียงผาหรือ ? " หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า " ถ้าอย่างนั้นคงตามเงาเลียงผามา "
ฌานาจารย์ถามอีกว่า " ท่านเห็นเงาเลียงผาหรือ ? " หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า " ถ้าอย่างนั้นคงจะเป็นเลียงผาที่ตายแล้ว " ฌานาจารย์ได้ยินดังนั้น ก็เดินออกจากโบสถ์ไป
หลวงจีนรูปหนึ่งค่อนข้างยโสอวดดี ได้ติดตามหลวงจีนอีกห้ารูปเดินทางไปร่วมปฏิบัติธรรมที่อารามของฌานาจารย์หวงเนี่ย หลวงจีนอื่นๆ ล้วนแสดงความเคารพต่อฌานาจารย์หวงเนี่ยด้วยจิตใจเลื่อมใส มีหลวงจีนรูปนั้นเพียงรูปเดียวเจตนาไม่แสดงความเคารพ เพื่ออวดโอ่ว่าตนบรรลุฌานแล้ว
หลวงจีนรูปนั้นฉวยอาสน์ขึ้นมา ใช้นิ้ววาดเป็นรูปวงกลมกลางอากาศ แล้วยืนที่มุมหนึ่ง โดยไม่ปริปากกล่าววาจาใด
ฌานาจารย์เห็นดังนั้น ก็กล่าวกับหลวงจีนทั้งหมดว่า " มีสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งดุร้ายยิ่ง " หลวงจีนที่อวดดีตอบว่า " สุนัขล่าเนื้อมาตามเสียงร้องของเลียงผา "
ฌานาจารย์ ถามว่า " ท่านได้ยินเสียงเลียงผาหรือ ? " หลวงจีนรูปนั้นตอบว่า " ถ้าอย่างนั้น คงมาตามรอยเท้าเลียงผา "
ฌานาจารย์ถามว่า " ท่านเห็นรอยเท้าเลียงผาหรือ ? " หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า " ถ้าอย่างนั้นคงตามเงาเลียงผามา "
ฌานาจารย์ถามอีกว่า " ท่านเห็นเงาเลียงผาหรือ ? " หลวงจีนรูปนั้นเปลี่ยนคำตอบอีกว่า " ถ้าอย่างนั้นคงจะเป็นเลียงผาที่ตายแล้ว " ฌานาจารย์ได้ยินดังนั้น ก็เดินออกจากโบสถ์ไป
Wednesday, January 02, 2013
เดินไปเดินมาให้เงินเดือนสองหมื่น
เดินไปเดินมาให้เงินเดือนสองหมื่น
อารามหลิงซู่ตั้งขึ้นตามชื่อกุฏิที่ฌานาจารย์หยูหมิ่นพำนักอาศัยยี่สิบปีแล้วที่อารามหลิงซู่ไม่มีเจ้าอาวาสรับผิดชอบดูแลอารามเป็นทางการทุกครั้งที่มีญาติโยมถามถึงเรื่องนี้ ฌานาจารย์หยูหมิ่นมักตอบในทำนองว่า " เจ้าอาวาสของอาตมาเพิ่งเกิด " เจ้าอาวาสของอาตมาเลี้ยงแกะอยู่ " " เจ้าอาวาสของอาตมาอยู่ในระหว่างเดินทาง " ฯลฯ ทำให้ญาติโยมอดรู้สึกพิศวงงงงวยมิได้
มาวันหนึ่ง อยู่ ฌานาจารย์หยูหมิ้นก็สั่งหลวงจีนในวัดตีฆ้องตีกลอง เรียกหลวงจีนและเณรทั้งหมดไปต้อนรับเจ้าอาวาสที่ประตูทางขึ้นเขา ขณะที่หลวงจีนและเณรทุกรูปแปลกประหลาดใจอยู่นั้น ฌานาจารย์หยุนเหมินก็เดินจีวรพลิ้วมาถึงพอดี ฌานาจารย์หยูหมิ่นนิมนต์ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส
ตั้งเจ้าอาวาสอารามแห่งหนึ่ง ใช้เวลานานถึง ๒๐ ปี แสดงถึงความระมัดระวังและพิถีพิถันในการเลือกบุคลากรเป็นอย่างยิ่ง สมัยโบราณจะไม่ปล่อยให้ผู้ไร้ความสามารถและคุณธรรมฉกฉวยโอกาสผสมโรงเกาะกินผู้อื่นง่ายๆ บางครั้งตำแหน่งว่างลง ก็ต้องรอจนกว่าได้คนที่เหมาะสมจึงตั้งให้แทนที่ บางครั้งแม้ได้คนมีความรู้และคุณสมบัติเพียบพร้อมแล้วยังต้องรอจนกว่าสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย จึงให้ขึ้นสู่ตำแหน่งได้
อารามหลิงซู่ตั้งขึ้นตามชื่อกุฏิที่ฌานาจารย์หยูหมิ่นพำนักอาศัยยี่สิบปีแล้วที่อารามหลิงซู่ไม่มีเจ้าอาวาสรับผิดชอบดูแลอารามเป็นทางการทุกครั้งที่มีญาติโยมถามถึงเรื่องนี้ ฌานาจารย์หยูหมิ่นมักตอบในทำนองว่า " เจ้าอาวาสของอาตมาเพิ่งเกิด " เจ้าอาวาสของอาตมาเลี้ยงแกะอยู่ " " เจ้าอาวาสของอาตมาอยู่ในระหว่างเดินทาง " ฯลฯ ทำให้ญาติโยมอดรู้สึกพิศวงงงงวยมิได้
มาวันหนึ่ง อยู่ ฌานาจารย์หยูหมิ้นก็สั่งหลวงจีนในวัดตีฆ้องตีกลอง เรียกหลวงจีนและเณรทั้งหมดไปต้อนรับเจ้าอาวาสที่ประตูทางขึ้นเขา ขณะที่หลวงจีนและเณรทุกรูปแปลกประหลาดใจอยู่นั้น ฌานาจารย์หยุนเหมินก็เดินจีวรพลิ้วมาถึงพอดี ฌานาจารย์หยูหมิ่นนิมนต์ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส
ตั้งเจ้าอาวาสอารามแห่งหนึ่ง ใช้เวลานานถึง ๒๐ ปี แสดงถึงความระมัดระวังและพิถีพิถันในการเลือกบุคลากรเป็นอย่างยิ่ง สมัยโบราณจะไม่ปล่อยให้ผู้ไร้ความสามารถและคุณธรรมฉกฉวยโอกาสผสมโรงเกาะกินผู้อื่นง่ายๆ บางครั้งตำแหน่งว่างลง ก็ต้องรอจนกว่าได้คนที่เหมาะสมจึงตั้งให้แทนที่ บางครั้งแม้ได้คนมีความรู้และคุณสมบัติเพียบพร้อมแล้วยังต้องรอจนกว่าสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย จึงให้ขึ้นสู่ตำแหน่งได้
เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๑๔ )
เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๑๔ )
ศาสนาพุทธในประเทศไทย
ศาสนาพุทธมีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของชาวไทย เพราะว่าประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็น ของประชากรทั่วราชอาณาจักรไทยเป็นชาวพุทธ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่ศาสนาพุทธจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับแทบทุกโอกาส เช่น วันเกิด วันแต่งงาน การขึ้นปีใหม่ การฌาปนกิจศพ การเปิดสำนักงานทางธุรกิจ และการซื้อยานพาหนะ เป็นต้น
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานที่ค้นพบได้อย่างแน่ชัดว่า ศาสนาพุทธตั้งหลักปักฐานในประเทศไทยระหว่างช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อคณะพระธรรมทูตสายเถรวาทนำโดยพระโสณะและพระอุตระส่งมาโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึงเมืองสุวรรณภูมิหรือนครปฐมในปัจจุบัน และหลังจากมีการประกาศแล้ว ศาสนาพุทธก็ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางและตั้งรากฐานอย่างมั่นคงในแหลมทองแห่งนี้
กล่าวโดยย่อ หลักคำสอนของศษสนาพทุธยึดหลัก ๓ ประการ คือ
ทุกข์ = ความทุกข์
อนิจจา = ความไม่เที่ยงแท้ และ
อนัตตา = ความไม่มีตัวตน
ดังนั้น จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของศาสนาพุทธก็คือ นิพพาน หรือ นิรวานะ ในภาษาสันสกฤตซึ่งถ้าแปลตามตัวก็หมายถึงการดับสนิทแห่งกิเลสทั้งมวล และดังนั้นจึงดับความทุกข์ทั้งปวง นั่นคือการดับสิ้นทั้งความทุกข์ กรรม และวัฏสงสาร กล่าวคือ ดับสิ้นซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด
ศาสนาพุทธในประเทศไทย
ศาสนาพุทธมีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของชาวไทย เพราะว่าประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็น ของประชากรทั่วราชอาณาจักรไทยเป็นชาวพุทธ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่ศาสนาพุทธจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับแทบทุกโอกาส เช่น วันเกิด วันแต่งงาน การขึ้นปีใหม่ การฌาปนกิจศพ การเปิดสำนักงานทางธุรกิจ และการซื้อยานพาหนะ เป็นต้น
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานที่ค้นพบได้อย่างแน่ชัดว่า ศาสนาพุทธตั้งหลักปักฐานในประเทศไทยระหว่างช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อคณะพระธรรมทูตสายเถรวาทนำโดยพระโสณะและพระอุตระส่งมาโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึงเมืองสุวรรณภูมิหรือนครปฐมในปัจจุบัน และหลังจากมีการประกาศแล้ว ศาสนาพุทธก็ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางและตั้งรากฐานอย่างมั่นคงในแหลมทองแห่งนี้
กล่าวโดยย่อ หลักคำสอนของศษสนาพทุธยึดหลัก ๓ ประการ คือ
ทุกข์ = ความทุกข์
อนิจจา = ความไม่เที่ยงแท้ และ
อนัตตา = ความไม่มีตัวตน
ดังนั้น จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของศาสนาพุทธก็คือ นิพพาน หรือ นิรวานะ ในภาษาสันสกฤตซึ่งถ้าแปลตามตัวก็หมายถึงการดับสนิทแห่งกิเลสทั้งมวล และดังนั้นจึงดับความทุกข์ทั้งปวง นั่นคือการดับสิ้นทั้งความทุกข์ กรรม และวัฏสงสาร กล่าวคือ ดับสิ้นซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด
Subscribe to:
Posts (Atom)



.jpg)
