Thailand " Land of Smile " ( Part 14 )
Buddhism in Thailand
Buddhism plays a very significant role in the daily life of the Thai people. Since about 95% of the people in the kingdom of Thailand are Buddhists, Buddhism inevitably involves almost every occasion such as birthdays, marriages, moving to the new house, funerals, opening business offices and buying new vehicles etc.
Even though no concrete evidence can be found as to when and where Buddhism was actually established in Thailand, It is presumed that Buddhism was first brought to the country during the 3rd century B.C. when Theravada Buddhist Indian emperor Asoke and visited Suwannaphum or the present Nakhon Pathpm. Once it was introduced, Buddhism became widely accepted and gained a permanent ground in the peninsula.
Briefly speaking, the Buddhist doctrine stresses the three principal aspects of existence :
dukkha = suffering
anicca = impermanence, and
anatta = non - substantiality
Wednesday, January 02, 2013
คว้าน้ำเหลว
คว้าน้ำเหลว
พระอาจารย์ฝ่าหมิงปกติทำหน้าที่เทศนาธรรมและเขียนบทความอธิบายข้อธรรมต่างๆ จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพูดกับฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ซึ่งเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในวัดอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยว่า " ท่านไม่มีอะไรเลย " ฌานาจารย์อุ่ยไห่ก็ตอบโดยที่พระอาจารย์ฝ่าหมิงคาดไม่ถึงเช่นกันว่า " ท่านก็ไม่มีอะไรเลย "
พระอาจารย์ฝ่าหมิงถามด้วยอาการตกตะลึงว่า " เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้ ? " ฌานาจารย์ตอบว่า " ท่านอ่านแต่คัมภีร์ ยึดมั่นถือมั่นกับหมึกกระดาษและตัวอักษร แต่หมึกกระดาษและตัวอัษรล้วนเป็นมายาภาพ ท่านหยุดอยู่หน้าความว่างเปล่า ไม่เข้าสู่ความว่างเปล่า ท่านมิได้คว้าน้ำเหลวดอกหรือ ? "
พระอาจารย์ฝ่าหมิงแย้งด้วยความไม่พอใจว่า " ท่านปฏิบัติธรรมแบบฌานก็ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรมิใช่หรือ ท่านมิได้คว้าน้ำเหลวเช่นกันดอกหรือ ? "
ฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ตอบว่า " อาตมาปฏิบัติธรรมแบบฌานไม่คว้าน้ำเหลวดอก จะพูดจะเขียนอะไรล้วนขึ้นอยู่กับอาตมา อาตมาต้องการอะไร ในใจอาตมาก็มีสิ่งนั้น อาตมาไม่คว้าน้ำเหลวแน่ "
คนจำนวนมากล้วนไขว่คว้าวัตถุภาพมายาร้อยแปด ผลสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ดังเช่นที่เรามุ่งมั่นแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสุขสารพัดที่มีรูปมีนามเป็นวัตถุ ถึงที่สุดแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้นอกจากผลกรรม
แต่บางคนไม่ไขว่คว้าแสวงหาสิ่งใดเลย ถือว่าทุกสิ่งคือความว่างเปล่า จึงสามารถทำจิตว่าง ในความว่างนั้นกลับมีทุกสิ่งทุกอย่างครบสมบูรณ์
By เซ็น : วิถีแห่งความสุขที่แท้
พระอาจารย์ฝ่าหมิงปกติทำหน้าที่เทศนาธรรมและเขียนบทความอธิบายข้อธรรมต่างๆ จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพูดกับฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ซึ่งเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมในวัดอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยว่า " ท่านไม่มีอะไรเลย " ฌานาจารย์อุ่ยไห่ก็ตอบโดยที่พระอาจารย์ฝ่าหมิงคาดไม่ถึงเช่นกันว่า " ท่านก็ไม่มีอะไรเลย "
พระอาจารย์ฝ่าหมิงถามด้วยอาการตกตะลึงว่า " เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนี้ ? " ฌานาจารย์ตอบว่า " ท่านอ่านแต่คัมภีร์ ยึดมั่นถือมั่นกับหมึกกระดาษและตัวอักษร แต่หมึกกระดาษและตัวอัษรล้วนเป็นมายาภาพ ท่านหยุดอยู่หน้าความว่างเปล่า ไม่เข้าสู่ความว่างเปล่า ท่านมิได้คว้าน้ำเหลวดอกหรือ ? "
พระอาจารย์ฝ่าหมิงแย้งด้วยความไม่พอใจว่า " ท่านปฏิบัติธรรมแบบฌานก็ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรมิใช่หรือ ท่านมิได้คว้าน้ำเหลวเช่นกันดอกหรือ ? "
ฌานาจารย์ฮุ่ยไห่ตอบว่า " อาตมาปฏิบัติธรรมแบบฌานไม่คว้าน้ำเหลวดอก จะพูดจะเขียนอะไรล้วนขึ้นอยู่กับอาตมา อาตมาต้องการอะไร ในใจอาตมาก็มีสิ่งนั้น อาตมาไม่คว้าน้ำเหลวแน่ "
คนจำนวนมากล้วนไขว่คว้าวัตถุภาพมายาร้อยแปด ผลสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ดังเช่นที่เรามุ่งมั่นแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสุขสารพัดที่มีรูปมีนามเป็นวัตถุ ถึงที่สุดแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้นอกจากผลกรรม
แต่บางคนไม่ไขว่คว้าแสวงหาสิ่งใดเลย ถือว่าทุกสิ่งคือความว่างเปล่า จึงสามารถทำจิตว่าง ในความว่างนั้นกลับมีทุกสิ่งทุกอย่างครบสมบูรณ์
By เซ็น : วิถีแห่งความสุขที่แท้
Right Concentration
Right Concentration
Right Concentration is a practice for meditation and introspection. It takes place in four phases in both forms of material and nonmaterial sphere. Here are the categorical levels of material or existence plane.
The first absorption or Pathama Jhana, is the phase, which ses our powers of conceptualization and discursive thinking to let go of unwholesome desires, leaving us in a state of joyful well being.
The second phases of absorption or Tutiya Jhana involves allowing these mental activities to come to rest until we find ourselves in the centered and focused state of concentration upon the object of our meditation during our sense of joyful well being continues.
The third phase of absorption or Tatiya Jhana, is the phase, where we move beyond joyful well being and experience into a simple alertness and awareness of our surrondings instead.
In the fourth phase, Cathuta Jhana, we lose any sense of boundary where we end and the world beings. At this point, our intelligent understanding of the Eightfold Path evolves into an experiential one. Having overcome the obstacles to the comprehension of life as it really is, we manifest spontaneous, unmotivated action completely appropriate to the present moment.
Right Concentration is a practice for meditation and introspection. It takes place in four phases in both forms of material and nonmaterial sphere. Here are the categorical levels of material or existence plane.
The first absorption or Pathama Jhana, is the phase, which ses our powers of conceptualization and discursive thinking to let go of unwholesome desires, leaving us in a state of joyful well being.
The second phases of absorption or Tutiya Jhana involves allowing these mental activities to come to rest until we find ourselves in the centered and focused state of concentration upon the object of our meditation during our sense of joyful well being continues.
The third phase of absorption or Tatiya Jhana, is the phase, where we move beyond joyful well being and experience into a simple alertness and awareness of our surrondings instead.
In the fourth phase, Cathuta Jhana, we lose any sense of boundary where we end and the world beings. At this point, our intelligent understanding of the Eightfold Path evolves into an experiential one. Having overcome the obstacles to the comprehension of life as it really is, we manifest spontaneous, unmotivated action completely appropriate to the present moment.
Tuesday, January 01, 2013
สัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิ หมายถึงการปฏิบัติสมาธิภาวนา และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการฝึกจิตให้เกิดความสงบเพื่อบรรลุฌานทั้ง 8 โดยมีฌาน 4 ในขั้น รูปาวจรภูมิ ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน กับฌาน 4 ใน อรูปาวจรภูมิ ที่จิตได้พัฒนาเข้าส่สภาวะทั้งสี่ ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญาตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สำรับจิตในระดับรูปาวจรภูมินั้นแบ่งออกเป็น 4 ขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 ปฐมฌาน สภาพของจิตที่สงบนิ่ง ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ขั้นที่ 2 ทุติยฌาน หมายถึงสภาพจิตที่มีเฉพาะ ปีติ สุข เอกัคคตา
ขั้นที่ 3 ตติยฌาน คือสภาพจิตที่หมดสภาพของอารมณ์ วิตก วิจาร และ ปีติ คงเหลือแต่ สุข และ เอกัคคตา
ขั้นที่ 4 จตุตถฌาน หมายถึงสภาพจิตที่มีแต่ อุเบกขา และ เอกัคคตา
ณ จุดนี้จิตของผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญาในการทำความเข้าใจกับการปฏิบัติมรรคผลอันประกอบด้วยองค์แปด ทำให้สามารถบังคับจิตเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่จะทำให้เกิดทุกข์ และสามารถเข้าใจในชีวิตว่า " มันเป็นเช่นนี้เอง " ในขณะที่ทำการปฏิบัติจนจิตเข้าสู่สภาวะสงบในช่วงนั้น
สัมมาสมาธิ หมายถึงการปฏิบัติสมาธิภาวนา และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการฝึกจิตให้เกิดความสงบเพื่อบรรลุฌานทั้ง 8 โดยมีฌาน 4 ในขั้น รูปาวจรภูมิ ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน กับฌาน 4 ใน อรูปาวจรภูมิ ที่จิตได้พัฒนาเข้าส่สภาวะทั้งสี่ ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญาตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สำรับจิตในระดับรูปาวจรภูมินั้นแบ่งออกเป็น 4 ขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 ปฐมฌาน สภาพของจิตที่สงบนิ่ง ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ขั้นที่ 2 ทุติยฌาน หมายถึงสภาพจิตที่มีเฉพาะ ปีติ สุข เอกัคคตา
ขั้นที่ 3 ตติยฌาน คือสภาพจิตที่หมดสภาพของอารมณ์ วิตก วิจาร และ ปีติ คงเหลือแต่ สุข และ เอกัคคตา
ขั้นที่ 4 จตุตถฌาน หมายถึงสภาพจิตที่มีแต่ อุเบกขา และ เอกัคคตา
ณ จุดนี้จิตของผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญาในการทำความเข้าใจกับการปฏิบัติมรรคผลอันประกอบด้วยองค์แปด ทำให้สามารถบังคับจิตเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่จะทำให้เกิดทุกข์ และสามารถเข้าใจในชีวิตว่า " มันเป็นเช่นนี้เอง " ในขณะที่ทำการปฏิบัติจนจิตเข้าสู่สภาวะสงบในช่วงนั้น
จิตสงบไม่หวั่นไหว
จิตสงบไม่หวั่นไหว
หลวงจีนหลั่นจั้นเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตนั้น ท่านเร้นกายในห้องศิลาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาเหิงซาน ถางเต๋อจงฮ่องเต้ ( ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. ๗๗๙ - ๘๐๕ ) ทรงเลื่อมใสในกิตติศัพท์ของท่านเป็นที่ยิ่ง จึงส่งฑูตเดินทางไปนิมนต์ท่านเข้าวังหลวงเป็นการเฉพาะ
ทูตผู้ถือราชโองการไปถึงหน้าห้องศิลา ก็ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า " นิมนต์ท่านพระเถระรับราชโองการ ! "
ทว่า ขณะนั้นหลวงจีนหลั่นจั้นนั่งยองๆ เผาหัวมันอยู่ในห้องศิลาถูกควันรมจนน้ำมูกน้ำตาไหล ซุ่มเสียงและความเคลื่อนไหวนอกห้องศิลาท่านหาได้ยินไม่
ทูตจึงเรียนหลวงจีนว่า " นิมนต์ท่านเช็ดน้ำมูกน้ำตาเสียก่อนเพื่อรับราชโองการ "
หลวงจีนหลั่นจั้นกลับตอบโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองว่า " อาตมาไม่มีเวลาว่างเช็ดน้ำมูกน้ำตาเพื่อโลกียกิจ "
หลวงจีนหลั่นจั้นเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตนั้น ท่านเร้นกายในห้องศิลาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาเหิงซาน ถางเต๋อจงฮ่องเต้ ( ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. ๗๗๙ - ๘๐๕ ) ทรงเลื่อมใสในกิตติศัพท์ของท่านเป็นที่ยิ่ง จึงส่งฑูตเดินทางไปนิมนต์ท่านเข้าวังหลวงเป็นการเฉพาะ
ทูตผู้ถือราชโองการไปถึงหน้าห้องศิลา ก็ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า " นิมนต์ท่านพระเถระรับราชโองการ ! "
ทว่า ขณะนั้นหลวงจีนหลั่นจั้นนั่งยองๆ เผาหัวมันอยู่ในห้องศิลาถูกควันรมจนน้ำมูกน้ำตาไหล ซุ่มเสียงและความเคลื่อนไหวนอกห้องศิลาท่านหาได้ยินไม่
ทูตจึงเรียนหลวงจีนว่า " นิมนต์ท่านเช็ดน้ำมูกน้ำตาเสียก่อนเพื่อรับราชโองการ "
หลวงจีนหลั่นจั้นกลับตอบโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองว่า " อาตมาไม่มีเวลาว่างเช็ดน้ำมูกน้ำตาเพื่อโลกียกิจ "
ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 10 )
ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 10 )
ทาสในระบบเจ้าขุนมูลนายเก่าเราแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ทาสเชลย ( เป็นทาสเพราะถูกบังคับ ) กับทาสสินไถ่ ( ถูกขายตัวแลกเงินมา เช่นบิดาขายบุตร ผัวขายเมีย ลุงขายหลาน เป็นต้น ) คนที่เป็นทาสสินไถ่ โดยมากจะถูกขายขาด จึงต้องตกเป็นทาสทั้งชีวิต ลูกที่เกิดมามิมีสิทธิ์เป็นไทได้เลย เช่นเดียวกับทาสเชลยส่วนใหญ่เป็นทาสพระราชทานแก่ขุนนาง
ทาสทั้งหลายจะต้องทำงานให้นายทาสสารพัดสารพัน เช่น ตักน้ำ ตำข้าว ผ่าฟืน พายเรือ หามแคร่ ทอผ้า ไถนา เกี่ยวข้าว เดินตามหลังเจ้านายและงานอื่นๆ อีกหลายหน้าที่ ซึ่งผู้ดีทำมิได้
กฏหมายยังยอมให้นายทาสขายทาสแก่ใครๆ โดยทาสไม่มีสิทธิคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น
ชัย เรืองศิลป์ นักประวัติศาสตร์ได้ แสดงทัศนะเรื่องนี้ว่า...
" กฏหมายถือว่าทาสเป็นทรัพย์สินเหมือนอย่าง วัว ควาย ไก่ เป็ด คนที่ตกเป็นทาสจึงถูกประณามหยามเหยียดว่าเป็นคนชั้นต่ำชั้นเลว ต่ำแลเลวยิ่งกว่าผู้เป็นไพร่ "
ในด้านอาหารการกิน ดูเหมือนว่าแผ่นดินสยาม ชาวบ้านธรรมดาน่าที่จะกินข้าวกับข้าวจำพวกปลาแห้ง แกงเผ็ดสักอย่างสองอย่างปลาร้าหรือว่าน้ำพริกและอีกเล็กๆ น้อยๆ คล้ายจะคล้อยตามความคิดของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่าใกล้เคียงกัน แต่นั่นเป็นอาหารชั้นต้น ( แต่กลวิธีการทำการปรุงก็ยุ่งยากแถมหลากหลายผิดกันไกล ดูได้จากตำราอาหารราชวังทั้งมวล )
ส่วนด้านการเป็นอยู่ ผู้เป็นทาสมิอาจมีหรือถือครองข้าวของใดๆ ได้ แม้แต่การไปรบ ( แทนนาย ) ทาส ( และไพร่ ) ต้องนำอาหารไปกินเอง บางทาสเองคิดว่าถ้ามีนายดี ( พอที่จะเจือจานของให้ ) ยังดีกว่าเป็นไพร่ที่ต้องไปเข้าเกณฑ์เป็นทหาร 4 เดือน ( อีก 4 เดือนรับใช้เจ้านายและอีก 4 เดือนไปทำไร่ไถนา ) บางคราไพร่ก็คิดฝันไปว่าวันหนึ่งบุญถึงวาสนาพูนก็จักได้ไต่เต้าเป็นเจ้าขุนมูลนายไปโน่น ( แต่คนไพร่ไทยจะมีสักกี่หน้าจะได้เลื่อนฐานันดร )
ทาสในระบบเจ้าขุนมูลนายเก่าเราแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ทาสเชลย ( เป็นทาสเพราะถูกบังคับ ) กับทาสสินไถ่ ( ถูกขายตัวแลกเงินมา เช่นบิดาขายบุตร ผัวขายเมีย ลุงขายหลาน เป็นต้น ) คนที่เป็นทาสสินไถ่ โดยมากจะถูกขายขาด จึงต้องตกเป็นทาสทั้งชีวิต ลูกที่เกิดมามิมีสิทธิ์เป็นไทได้เลย เช่นเดียวกับทาสเชลยส่วนใหญ่เป็นทาสพระราชทานแก่ขุนนาง
ทาสทั้งหลายจะต้องทำงานให้นายทาสสารพัดสารพัน เช่น ตักน้ำ ตำข้าว ผ่าฟืน พายเรือ หามแคร่ ทอผ้า ไถนา เกี่ยวข้าว เดินตามหลังเจ้านายและงานอื่นๆ อีกหลายหน้าที่ ซึ่งผู้ดีทำมิได้
กฏหมายยังยอมให้นายทาสขายทาสแก่ใครๆ โดยทาสไม่มีสิทธิคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น
ชัย เรืองศิลป์ นักประวัติศาสตร์ได้ แสดงทัศนะเรื่องนี้ว่า...
" กฏหมายถือว่าทาสเป็นทรัพย์สินเหมือนอย่าง วัว ควาย ไก่ เป็ด คนที่ตกเป็นทาสจึงถูกประณามหยามเหยียดว่าเป็นคนชั้นต่ำชั้นเลว ต่ำแลเลวยิ่งกว่าผู้เป็นไพร่ "
ในด้านอาหารการกิน ดูเหมือนว่าแผ่นดินสยาม ชาวบ้านธรรมดาน่าที่จะกินข้าวกับข้าวจำพวกปลาแห้ง แกงเผ็ดสักอย่างสองอย่างปลาร้าหรือว่าน้ำพริกและอีกเล็กๆ น้อยๆ คล้ายจะคล้อยตามความคิดของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่าใกล้เคียงกัน แต่นั่นเป็นอาหารชั้นต้น ( แต่กลวิธีการทำการปรุงก็ยุ่งยากแถมหลากหลายผิดกันไกล ดูได้จากตำราอาหารราชวังทั้งมวล )
ส่วนด้านการเป็นอยู่ ผู้เป็นทาสมิอาจมีหรือถือครองข้าวของใดๆ ได้ แม้แต่การไปรบ ( แทนนาย ) ทาส ( และไพร่ ) ต้องนำอาหารไปกินเอง บางทาสเองคิดว่าถ้ามีนายดี ( พอที่จะเจือจานของให้ ) ยังดีกว่าเป็นไพร่ที่ต้องไปเข้าเกณฑ์เป็นทหาร 4 เดือน ( อีก 4 เดือนรับใช้เจ้านายและอีก 4 เดือนไปทำไร่ไถนา ) บางคราไพร่ก็คิดฝันไปว่าวันหนึ่งบุญถึงวาสนาพูนก็จักได้ไต่เต้าเป็นเจ้าขุนมูลนายไปโน่น ( แต่คนไพร่ไทยจะมีสักกี่หน้าจะได้เลื่อนฐานันดร )
Subscribe to:
Posts (Atom)




