Monday, August 18, 2014
บักฮื้อกลองหนัง
บักฮื้อกลองหนัง
สาวกคนหนึ่งขอคำแนะนำจากฌานาจารย์ฝอกวง ว่า " ในเมื่อศึกษากาลามสูตรแล้ว ขอเรียนถามว่าเราเคาะบักฮื้อ ( ปลาไม้ ) และตีกลองหนังเพื่ออะไร ? ปลามีชวิต กลองก็ทำด้วยหนังสัตว์ พฤติกรรมเช่นนี้มิขัดศีลข้อหนึ่งของพุทธศาสนาที่ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตดอกหรือ ? "
ฌานาจารย์ฝอกวงตอบด้วยโศลกธรรมว่า
" จำต้องทะลวงทะลุเมฆ ปลุกจิตเจตคึกคักไม่สัปหงก "
เหตุที่ในวัดวาอารามสงัดวิเวกมีการเคาะบักฮื้อและตีกลองหนัง ก็เพราะว่าปลาอยู่ในน้ำไม่เคยหลับตา สะท้อนว่าผู้ออกบวชต้องตื่นเสมอ หมั่นบำเพ็ญเพียรมีสติไม่เกียจคร้าน ส่วนการตีกลองหนังก็เพื่อลดกรรมทำบุญ เสียงบักฮื้อและเสียงกลองทะลวงทะลุเมฆถึงบนฟ้า หมายความว่าการบำเพ็ญเพียรช่วยให้หลุดพ้นวัฏสงสารได้ ไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในห้วงทุกข์ตลอดไป
ชีวิตเหมือนลูกบอล
ชีวิตเหมือนลูกบอล
พูดถึงว่าจะเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกับอะไรดี บางคนบอกว่า " ชีวิตเหมือนฝัน " บางคนบอกว่า " ชีวิตเหมือนละคร " บางคนบอกว่า " ชีวิตเหมือนน้ำค้าง " แต่ก็มีบางคนบอกว่า " ชีวิตเหมือนกองทุกข์ " ชีวิตเหมือนแขกผู้มาเยือน " ชีวิตเหมือนม่านเมฆ " ถ้าชีวิตเป็นได้แค่ที่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบดังกล่าวข้างต้นนี้แล้ว ชีวิตก็น่าเศร้าใจเสียจริงๆ
อันที่จริงแล้ว ชีวิต " ไม่เที่ยง " " ไม่มีอนัตตา " ดังว่าจริงๆ ชีวิตคนเไม่กี่สิบร้อนหนาว เวลาเกิดไม่มีอะไรติดตัวมา เวลาตายไม่มีอะไรติดตัวไป ถ้าไม่สร้างคุณงามความดีไว้ ไม่สร้างประโยชน์ฝากไว้แก่โลกแล้ว ชีวิตก็มาตัวเปล่าไปตัวเปล่า ดังเช่นที่ว่านั้นจริงๆ
ชีวิตเหมือนอะไร... เราอย่ามองโลกในแง่ร้ายจนเกินไปนัก เอาเป็นว่าเรามาเปรียบเทียบอย่างเป็นกลางๆ ว่า " ชีวิตเหมือนลูกบอล "
คนเราตั้งแต่วัยเด็กเข้าโรงเรียนศึกษาหาความรู้ เรียนจบทำงานสร้างฐานะ กระทั่งมีครอบครัวเป็นพ่อแม่คน เวลานี้พ่อแม่ในสายตาลูกๆ เปรียบเหมือน " บาสเกตบอล " เวลาที่เราดูการแข่งขันบาสเกตบอล นักกีฬาทั้งสองฝ่ายจะแข่งขันแย่งลูกบอล ทุกคนต่างบอกว่านั่น " บอลฉัน "
แต่เมื่อพ่อแม่เริ่มแก่ตัวลง ลูกๆ เริ่มผลักภาระหน้าที่เลี้ยงดู พี่รองบอกว่าควรเป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่ พี่ใหญ่บอกว่าควรเป็นหน้าที่ของน้องเล็ก น้องเล็กบอกว่าควรแบ่งกันรับผิดชอบ ดังนั้น ภายใต้การจัดการของลูกๆ พ่อแม่จึงต้องไปพักอยู่บ้านนี้หนึ่งเดือน บ้านนั้นสองเดือน พ่อแม่ที่น่าสงสารในเวลานี้จึงเหมือน " ลูกวอลเล่ย์บอล " ถูกลูกๆ ผลักกันไปโยนกันมา
คดีกวางใต้ใบตอง
คดีกวางใต้ใบตอง
ในสมัยชุชิว ( ๗๗๐ - ๔๗๖ ปีก่อน ค.ศ. ) มีคนตัดฟืนของรัฐเจิ้งคนหนึ่งขึ้นไปตัดฟืนบนภูเขา ขณะที่เขาเดินอยู่บนเขานั้นมีกวางตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากป่าด้วยความตื่นตกใจ ชายผู้นั้นจึงเอาขวานฟันกวางที่อ้วนพีตัวนั้นตาย เดิมทีเขาคิดว่าเวลากลับบ้านค่อยแบกเอากวางกลับไป แต่เมื่อคิดดูอีกทีก็กลัวว่าถ้ามีคนมาเจอก็จะเอาไปเสีย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเอากวางไปซ่อนไว้ในคูแห้งที่ไม่มีน้ำ แล้วตัดใบตองมาปิดไว้อย่างมิดชิด
เนื่องจากชายคนตัดฟืนผู้นั้นดีใจมากเกินไป ฉะนั้นเวลากลับบ้านจึงจำไมไ่ด้ว่าเขาเอากวางไปซ่อนไว้ที่ไหน พยายามหาแล้วหาอีกก็ไม่เจอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขารู้สึกแปลกใจและงุนงงมาก จนกระทั่งคิดว่าตนเองคงจะฝันไปมากกว่า ระหว่างกลับบ้าน พอเจอคนเขาก็เล่าความฝันที่แปลกประหลาดนี้ให้ฟัง มีชายเกียจคร้านคนหนึ่งเมื่อได้ฟังแล้วเขาก็จดจำคำเล่าไว้ และขึ้นเขาไปเที่ยวหากวางตัวนั้นตามที่คนตัดฟืนเล่าและบังเอิญได้พบกวางตัวนั้นที่ในคู
ชายเกียจคร้านผู้นั้นจึงแอบเอากวางกลับมาบ้านบอกกับเมียด้วยความดีใจว่า " มีคนตัดฟืนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเขาฝันว่าเขาเอาขวานจามกวางตัวหนึ่งตายแต่เกิดลืมสถานที่ที่เขาเอากวางซ่อนไว้ แต่แล้วข้าก็ไปค้นหาจนพบฝันของเขาช่างดีเหลือเกิน ! "
" อย่าเพิ่งดีใจไป " ภรรยาของเขาจุ๊ปากแล้วกล่าวต่อไปว่า " ตัวท่านเองก็คงจะกำลังฝันไปว่าคนตัดฟืนได้กวางตัวนั้นกระมัง ? มีคนตัดฟืนจริงๆ หรือ ? ท่านได้กวางตัวนี้มาก็คือท่านกำลังฝัน "
ชายเกียจคร้านตอบว่า " ข้าได้กวางมาแล้วก็แล้วกัน จะต้องไปสนใจว่าใครฝันไม่ฝันทำไม "
ส่วนชายตัดฟืนเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็ยังไม่ลืม " ความฝัน " ของตน ตกดึกเขาก็ฝันเห็นสถานที่ที่เขาเอากวางซ่อนไว้ ซ้ำยังฝันว่ากวางถูกชายเกียจคร้านผู้นั้นเอาไป รุ่งเช้า คนตัดฟืนก็เดินไปตามทางที่เขาฝันเห็นเมื่อคืนนี้ และไปถึงบ้านชายเกียจคร้านเห็นได้ว่ากวางตัวนั้นที่กลางบ้าน ทั้งสองคนต่างโต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่ากวางเป็นของตนในที่สุดก็พากันไปขึ้นศาล
เมื่อตุลาการถามความเป็นมาของเรื่องราวเสร็จก็กล่าวกับชายตัดฟืนว่า " เจ้าเป็นคนที่ได้กวางตัวนี้จริง แต่กลับพูดว่าเป็นความฝัน หลังจากนั้นก็ฝันว่ากวางถูกคนอื่นเอาไป แล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนเจ้านั้น " ตุลาการหันมาพูดกับชายที่เกียจคร้าน " เจ้าไปหากวางตัวจนพบ แต่ภรรยาของเจ้ากลับว่าเจ้าฝันไป จากนี้ก็จเห็นได้ว่า เจ้าทั้งสองล้วนแต่ฝันไปทั้งนั้น ความจริงไม่มีใครได้กวางตัวนี้เลย แต่เวลานี้มีกวางอยู่ตัวหนึ่ง ฉะนั้นเจ้าแบ่งกันคนละครึ่งตัวก็แล้วกัน "
หลังนจากกษัตริย์แห่งรัฐเจิ้งทรงฟังเรื่องชำระคดีดังกล่าวนี้แล้ว พระองค์ทรงพระสรวลตรัสว่า " ตุลาการที่ชำระคดีผู้นี้ก็กำลังฝันเหมือนกัน "
บันทึกใน " เลี่ยจื่อ "
Sunday, August 17, 2014
กระสุนปืนมิเคยวิ่งย้อนกลับ
กระสุนปืนมิเคยวิ่งย้อนกลับ
" กระสุนปืนมิเคยวิ่งย้อนกลับ " นั้นเป็นเรื่องของการแสดงสัจธรรมอีกข้อหนึ่งของมนุษย์ที่ควรสังวรใจไว้ว่า " สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ล่วงไปแล้วไม่สามารถจะย้อนเวลากลับคืนมาได้ "
คนญี่ปุ่นเขานำปรัชญาบทนี้มาเพื่อใช้เตือนสติของตนเพื่อการไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบดังกระสุนปืนเมื่อยิ่งออกไปแล้วย่อมไม่หวนกลับบางครั้งเขาหมายถึง ใช้คนให้ไปทำการหรือธุระบางอย่างและหายหน้าไปเลย หรือเวลาที่มีค่านั้นมักผ่านไปเร็วและไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้เลย
ถ้าเปรียบกับสำนวนฝรั่งสำเนียงไทยก็ต้องว่า " อันเวลาและสายน้ำนั้นไม่เคยหวนกลับมา "
มีนักศึกษามหาวิทยาลัยในบ้านเราเป็นนจำนวนมากที่ใช้เวลาถึง ๔ ปี หรือ ๕ ปี อยู่ในสถาบันการศึกษา เวลาที่ว่านั้นช่างแสนสั้นนักเพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ถ้าเรามัวแต่เล่นและหลงระเริงไปกับสิ่งยั่วยุต่างๆ ที่รุมเร้ากันเข้ามามากจนเกินไป มันจะทำให้เราไม่มีเวลาที่จะศึกษาหาความรู้ในด้านอื่นๆ เพิ่มเติมซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเราได้สูญเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย
Saturday, August 16, 2014
กองอุจจาระแห้ง
กองอุจจาระแห้ง
ฌานาจารย์หลินจี้พูดกับลูกศิษย์ลูกหาในการเทศน์ครั้งหนึ่งว่า " ในเนื้อหนังของพวกเจ้า แฝงไว้ด้วยตถาคตไร้รูปหนึ่งองค์ มักเข้าออกที่ประตูด้านหน้า ผู้ที่ยังไม่พบ จะทดลองหาดูก็ไม่เสียหลาย "
ลูกศิษย์คนหนึ่งยืนขึ้ืนถามว่า " อาจารย์ ตถาคตไร้รูป คือ อะไร ? "
ฌานาจารย์หลินจี้ได้ยินคำถาม ก็รีบใช้มือตะปบตัวลูกศิษย์คนนั้นถามว่า " เจ้าพูดซิ เจ้าเห็นว่าคืออะไร ? "
ขณะที่ลูกศิษย์ขยับปากจะตอบนั้น ฌานาจารย์หลินจี้ก็ผลักตัวลูกศิษย์ไปข้างหน้า แล้วพูดว่า " ตถาคตไร้รูป คือ กองอุจจาระแห้งนี้ " พูดจบ ก็เดินออกจากธรรมศาลา
ฌานาจารย์หลินจี้เปรียบตถาคตไร้รูปกับกองอุจจาระแห้ง เพื่อบอกลูกศิษย์ให้แจ่มแจ้งว่า ตถาคตไร้รูป " องค์นั้น " มิได้อยู่ที่รูปลักษณ์ อย่าคิดว่าคืออะไรที่ตัวเองคิด
Friday, August 15, 2014
สัจธรรมแห่งอนิจจัง
สัจธรรมแห่งอนิจจัง
" คนไม่มีดีพันวัน ดอกไม้ไม่บานร้อยวัน " นี่คือความจริงของอนิจจัง " พระจันทร์ยังมีข้างขึ้นข้างแรม มีจันทร์เสี้ยวเต็มดวง คนก็มีเช้าดีบ่ายร้าย " นี่คือความหมายของอนิจจังไม่เที่ยง
อนิจจัง หมายถึงการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนย้ายถ่ายเท มนุษย์และสรพสิ่งบนโลกใบนี้ สิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต มีสิ่งใดบ้างที่ไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง
อนิจจัง ไม่จำกัดอยู่ที่ใดคนหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันมีความหมายในมุมกว้าง อนิจจังไม่ถูกครอบงำโดยอำนาจน้อยใหญ่ มันมีความหมายที่มีลักษณะเสมอภาค สรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีปรากฏการณ์ของอนิจจัง จึงกล่าว " อนิจจัง " คือสัจธรรม
ในโลกนี้มีสิ่งงดงามมากมาย เพราะว่ามีอนิจจัง มันจึงเป็นสิ่งบกพร่องเยาวชนหน้าตาหมดจดงดงาม แต่ไม่อาจดำรงคงอยู่ตลอดไป ชื่อเสียงอำนาจก็ไม่ดำรงอยู่ตลอดไปเช่นกัน กระทั่งทรัพย์สมบัติมีมาก็มีไป แม้แต่ร่างกายเราตามผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่าโครงสร้างของเซลล์ ในร่างกายเราเมื่อวานนี้ต่างกับวันนี้ ตัวเราในวันนี้ก็ไม่ใช่ตัวเราในวันพรุ่งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดล้วนเป็นอนิจจังไม่เที่ยง
Subscribe to:
Posts (Atom)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)