โยนิโสมนสิการ
หรือ การคิดแบบวิเคราะห์
ในการปฏิบัติทางสายกลางตามหลักไตรสิกขา คือ ปัญญา ศีล สมาธิ นั้น พุทธศาสนาถือว่า ปัญญา เป็นหมวดที่มีความสำคัญที่สุดเพราะหากมีแต่สอนให้คนปฏิบัติโดยยึดหมวดศีลและสมาธิด้วยความไม่รู้หรือตกอยู่ในอวิชชาแล้ว ย่อมนำไปสู่ความคิดความเชื่อที่ผิดๆ จนอาจทำให้พุทธภูมิถูกบิดเบือนไปจากเดิมได้
การคิดโดยการใช้เหตุผล ย่อมเป็นทางนำไปสู่การเกิดปัญญาในทางสัมมาทิฏฐิ ไม่ว่าจะเป็นการคิดในทางวิทยาศาสตร์ หรือในกระบวนการคิดทางจิตวิญญาณก็ตาม เช่นเดียวกัน ในทางพุทธศาสนาแนวความคิดแบบวิเคาะห์ถือเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาปัญญา เพื่อทำความเข้าใจกับชีวิตว่า สรรพสิ่งทั้งหลายต่างอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมนุษย์เราจึงมิสมควรมีหรือใช้อภิสิทธิ์ในการเบียดเบียนธรรมชาติเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ธิก นัต ฮานต์ พระภิกษุฝ่ายมหายานได้อธิบายลักษณะของความคิดแบบวเคราะห์ ไว้ดังนี้
" หากเราเข้าถึงสัมมาทิฏฐิในความหมายทางพุทธศาสนาขณะที่นั่งให้จิตเป็นสมาธิอ่านหนังสืออยู่ภายใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่แหงนมองท้องฟ้าสีคราม เมฆขาวกำลังค่อยๆ ลอยผ่านไปอย่างช้าๆ จะทำให้เราสามารถมองเห็นเมฆก้อนนั้นลอยอยู่บนหน้ากระดาษ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเมฆกับการเกิดฝน เพราะหากไม่มีเมฆบนฟ้า ฝนคงไม่ตกลงสู่ดิน หากดินไร้ฝน ก็คงไร้ต้นไม้และคงไร้กระดาษที่จะนำมาพิมพ์หนังสือ เมฆมีความสำคัญต่อต้นไม้ฉันใด ต้นไม้ก็มีความหมายต่อกระดาษฉันนั้นเพราะหากไม่มีเมฆ ต้นไม้และกระดาษก็จะไม่มี ดังนั้น เมฆต้นไม้ กระดาษ ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน
Monday, December 03, 2012
Sunday, December 02, 2012
แด่สหาย ( ขบถของวัยหนุ่ม )
เช เกวารา
Che Guevara
เออร์เนสโต เช เกวารา บุรุษหน้าตาคมคายตามประสาฃลูกครึ่ง ไอริส - สเปน คิ้วเข้ม หนวดเคราดกหนา ผมยาวใส่หมวกแบเร่ต์ติดดาว ผู้ทำให้คำว่า " การปฏิวัติ " ในหัวใจคนหนุ่มสาวเป็นรูปร่างชัดเจน ที่สำคัญเรื่องราวของเช ก็ราวกับนิยายสะเทือนใจ
เช เกวารา เกิดที่ประเทศอาร์จนตินา เมื่อปี 1928 ในครอบครัวชนชั้นกลาง หลังจากจบการศึกษาด้านการแพทย์ ด้วยวิญาณของนักต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเขาเดินทางไปท่องทวีปอเมริกาใต้และเข้าร่วมกับองค์กรณ์ประชาชนประเทศต่างๆ ต่อสู้กับรัฐบาลที่ปกครองปรเศอย่างกดขี่ข่มเหงประชาชน ชีวิตในช่วงแสวงหานี้ ทำให้เขามีโอกาสรู้จักกับ ฟีเดล คาสโตร นักปฏิวัติหนุ่มชาวคิวบา และเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครที่มี คาสโตร เป็นผู้นำ
เช ได้พบกับ คาสโตร เมื่อปี 1955 เมื่อคาสโตรถูกเนรเทศจากคิวบา โทษฐานก่อรัฐประหารหมายโค่นเผด็จการบาติสต้า รวมสมัครสมัครพรรพวกได้ 82 คน ลงเรือจากเม็กซิโกในคืนเดือนมืด แรมทะเลเจ็ดคืนจึงขึ้นฝั่งที่คิวบา เพราะโดนคลื่นลมพัดพาไปผิดเป้าหมาย ทำให้ถูกโจมตีจนเหลือกำลังพลเพียง 12 คน - ปี 1959 ฟีเดล คาสโตร ก็ยึดคิวบาได้ เชได้รับการยกย่องจากคาสโตรให้เป็นนักทฤษฎีคนสำคัญ
" นักรบกองโจร คือชนิดของคนที่เสมือนผู้นำทาง เขาจะต้องช่วยคนจนเสมอ เขาจะต้องมีความรู้พิเศษทางเทคนิค มีวัฒนธรรมและศีลธรรมสูง มีความอดทนยิ่งต่อความทุกข์ทรมาน และความยากลำบาก มีความสำนึกทางการเมืองสูง " เช เกวารา รักทฤษฎีและนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย ผู้เชือมั่นการต่อสู้ด้ยสงครามกองโจรกล่าว
Che Guevara
" หากท่านรู้สึกโกรธจนตัวสั่นต่อความอยุติธรรมใดๆ
ท่านคือสหายของข้าพเจ้า "
เออร์เนสโต เช เกวารา บุรุษหน้าตาคมคายตามประสาฃลูกครึ่ง ไอริส - สเปน คิ้วเข้ม หนวดเคราดกหนา ผมยาวใส่หมวกแบเร่ต์ติดดาว ผู้ทำให้คำว่า " การปฏิวัติ " ในหัวใจคนหนุ่มสาวเป็นรูปร่างชัดเจน ที่สำคัญเรื่องราวของเช ก็ราวกับนิยายสะเทือนใจ
เช เกวารา เกิดที่ประเทศอาร์จนตินา เมื่อปี 1928 ในครอบครัวชนชั้นกลาง หลังจากจบการศึกษาด้านการแพทย์ ด้วยวิญาณของนักต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเขาเดินทางไปท่องทวีปอเมริกาใต้และเข้าร่วมกับองค์กรณ์ประชาชนประเทศต่างๆ ต่อสู้กับรัฐบาลที่ปกครองปรเศอย่างกดขี่ข่มเหงประชาชน ชีวิตในช่วงแสวงหานี้ ทำให้เขามีโอกาสรู้จักกับ ฟีเดล คาสโตร นักปฏิวัติหนุ่มชาวคิวบา และเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครที่มี คาสโตร เป็นผู้นำ
เช ได้พบกับ คาสโตร เมื่อปี 1955 เมื่อคาสโตรถูกเนรเทศจากคิวบา โทษฐานก่อรัฐประหารหมายโค่นเผด็จการบาติสต้า รวมสมัครสมัครพรรพวกได้ 82 คน ลงเรือจากเม็กซิโกในคืนเดือนมืด แรมทะเลเจ็ดคืนจึงขึ้นฝั่งที่คิวบา เพราะโดนคลื่นลมพัดพาไปผิดเป้าหมาย ทำให้ถูกโจมตีจนเหลือกำลังพลเพียง 12 คน - ปี 1959 ฟีเดล คาสโตร ก็ยึดคิวบาได้ เชได้รับการยกย่องจากคาสโตรให้เป็นนักทฤษฎีคนสำคัญ
" นักรบกองโจร คือชนิดของคนที่เสมือนผู้นำทาง เขาจะต้องช่วยคนจนเสมอ เขาจะต้องมีความรู้พิเศษทางเทคนิค มีวัฒนธรรมและศีลธรรมสูง มีความอดทนยิ่งต่อความทุกข์ทรมาน และความยากลำบาก มีความสำนึกทางการเมืองสูง " เช เกวารา รักทฤษฎีและนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย ผู้เชือมั่นการต่อสู้ด้ยสงครามกองโจรกล่าว
ภายนอก ไม่สำคัญ เท่าภายใน
ภายนอก ไม่สำคัญ เท่าภายใน
ณ เมืองแห่งหนึ่ง...
อาหลิวชอบท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ อยู่เสมอ
เหลาจื้อถามขึ้นในวันหนึ่งว่า
" ทำไมท่านชอบเที่ยวไปยังที่ต่างๆ อยู่เสมอ "
อาหลิวตอบตามความคิดตัวเองว่า
" การท่องเที่ยวบ่อยๆ ทำให้เราได้รับความเพลิดเพลินตลอดเวลา เพราะว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ ขณะที่คนอื่นอาจสนใจดูทิวทัศน์ต่างๆ แต่ข้าพเจ้าชอบเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลาย การท่องเที่ยวของข้าพเจ้าจึงเป็นการทัศนศึกษาในตัว "
เหลาจื้อ กล่าวว่า
ณ เมืองแห่งหนึ่ง...
อาหลิวชอบท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ อยู่เสมอ
เหลาจื้อถามขึ้นในวันหนึ่งว่า
" ทำไมท่านชอบเที่ยวไปยังที่ต่างๆ อยู่เสมอ "
อาหลิวตอบตามความคิดตัวเองว่า
" การท่องเที่ยวบ่อยๆ ทำให้เราได้รับความเพลิดเพลินตลอดเวลา เพราะว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ ขณะที่คนอื่นอาจสนใจดูทิวทัศน์ต่างๆ แต่ข้าพเจ้าชอบเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลาย การท่องเที่ยวของข้าพเจ้าจึงเป็นการทัศนศึกษาในตัว "
เหลาจื้อ กล่าวว่า
เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๘ )
เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๘ )
เทศกาลคล้องช้าง
เทศกาลที่เป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุดของภาคอีสานในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นงานคล้องช้างที่จังหวัดสุรินทร์ ซึงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤศจิกายน ชาวสุรินทร์มีชื่อเสียงเกี่ยวกับความสามารถในการจับช้าง ฝึกช้างป่าและคล้องช้างมาเป็นเวลานาน ในอดีตช้างป่าอาศัยอยู่ในป่าใกล้ประเทศเขมร แต่โชคร้ายที่ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้เข้าไปไม่ได้แล้วเนื่องจากสงครามกลางเมืองในประเทศนั้น และในขะเดียวกันประชากรของช้างก็มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้ควาญช้างจึงต้องอาศัยการดำรงชีพโดยนำช้างไปแสดงการละเล่นต่างๆ เพื่อขอเงินจากคนดูทั่วทั้งประเทศ
งานคล้องช้างสุรินทร์จัดว่ายิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการแสดงที่จัดไว้อย่างสวยงามเพื่อให้เห็นความชาญฉลาดและความสามารถของสัตว์ที่เก่งกาจเหล่านี้ งานคล้องช้างจัดขึ้นรั้งแรกในปี พุทธศักราช 2503 งานคล้องช้างนี้จะเริ่มด้วยขบวนใหญ่โตของช้างจำนวนหลายเชือก ( โดยปริมาณ 120 - 150 เชือก ) ซึ่งจะมีทั้งลูกช้างอายุ 2 - 3 สัปดาห์ ไปจนถึงช้างที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีและมีประสบการณ์หลายสิบปี
ในช่วงการแสดงช้างขนาดใหญ่หายร้อยเชือกจะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของมันในการลากซุง เตะฟุตบอลและการแข่งขันชักเย่อกับมนุษย์ การแสดงอื่นๆ ที่นำมาแสดงไม่ใช่เพื่อให้เห็นถึงพละกำลังอันมหาศาลของช้างเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาด ความสุภาพและความแสนรู้ของมันอีกด้วย การแสดงจบลงด้วยการจำลองการทำสงคราม ซึ่งช้างก็เคยมีส่วนสำคัญในการศึกอีกด้วย
เทศกาลคล้องช้าง
เทศกาลที่เป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุดของภาคอีสานในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นงานคล้องช้างที่จังหวัดสุรินทร์ ซึงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤศจิกายน ชาวสุรินทร์มีชื่อเสียงเกี่ยวกับความสามารถในการจับช้าง ฝึกช้างป่าและคล้องช้างมาเป็นเวลานาน ในอดีตช้างป่าอาศัยอยู่ในป่าใกล้ประเทศเขมร แต่โชคร้ายที่ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้เข้าไปไม่ได้แล้วเนื่องจากสงครามกลางเมืองในประเทศนั้น และในขะเดียวกันประชากรของช้างก็มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้ควาญช้างจึงต้องอาศัยการดำรงชีพโดยนำช้างไปแสดงการละเล่นต่างๆ เพื่อขอเงินจากคนดูทั่วทั้งประเทศ
งานคล้องช้างสุรินทร์จัดว่ายิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการแสดงที่จัดไว้อย่างสวยงามเพื่อให้เห็นความชาญฉลาดและความสามารถของสัตว์ที่เก่งกาจเหล่านี้ งานคล้องช้างจัดขึ้นรั้งแรกในปี พุทธศักราช 2503 งานคล้องช้างนี้จะเริ่มด้วยขบวนใหญ่โตของช้างจำนวนหลายเชือก ( โดยปริมาณ 120 - 150 เชือก ) ซึ่งจะมีทั้งลูกช้างอายุ 2 - 3 สัปดาห์ ไปจนถึงช้างที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีและมีประสบการณ์หลายสิบปี
ในช่วงการแสดงช้างขนาดใหญ่หายร้อยเชือกจะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของมันในการลากซุง เตะฟุตบอลและการแข่งขันชักเย่อกับมนุษย์ การแสดงอื่นๆ ที่นำมาแสดงไม่ใช่เพื่อให้เห็นถึงพละกำลังอันมหาศาลของช้างเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาด ความสุภาพและความแสนรู้ของมันอีกด้วย การแสดงจบลงด้วยการจำลองการทำสงคราม ซึ่งช้างก็เคยมีส่วนสำคัญในการศึกอีกด้วย
Saturday, December 01, 2012
Thailand " Land of Smiles " ( Part 8 )
Thailand " Land of Smiles " ( Part 8 )
The Elephant Round - up Festival
The most popular of Northeastern festival with foreign tourists is the Surin Elephant Round - up which is held annually in November. The people of Surin have long been renowned for their skill in capturing and training wild elephants and the round - up. In the past wild elephants lived in the forest areas of nearby Cambodia. Unfortunately, these areas have been inaccessible due to civil war in Cambodia, and at the same time, the elephant population is markedly decreasing thus the elephant catchers must now make a living taking their charges around the country giving shows.
The greatest event of the Surin round - up is a beautifully organised display of the talents and abilities of these superb beasts. The round - up first took place in 1960 . It begins with a mass procession of all the elephants taking part, usually 120 - 150, ranging from calves only a few weeks old to the well - trained elephants with many decades of experience.
During the show, hundreds of the huge animals demonstrate their powers at moving logs, playing soccer and winning a tug - of - war against human teams. Other demonstrations are designed to show not only the great strength of the elephants but also show they can be very intelligent, gentle and obedient. The show concludes with a mock battle illustrating what was formerly an important part of their duties.
The Elephant Round - up Festival
The most popular of Northeastern festival with foreign tourists is the Surin Elephant Round - up which is held annually in November. The people of Surin have long been renowned for their skill in capturing and training wild elephants and the round - up. In the past wild elephants lived in the forest areas of nearby Cambodia. Unfortunately, these areas have been inaccessible due to civil war in Cambodia, and at the same time, the elephant population is markedly decreasing thus the elephant catchers must now make a living taking their charges around the country giving shows.
The greatest event of the Surin round - up is a beautifully organised display of the talents and abilities of these superb beasts. The round - up first took place in 1960 . It begins with a mass procession of all the elephants taking part, usually 120 - 150, ranging from calves only a few weeks old to the well - trained elephants with many decades of experience.
During the show, hundreds of the huge animals demonstrate their powers at moving logs, playing soccer and winning a tug - of - war against human teams. Other demonstrations are designed to show not only the great strength of the elephants but also show they can be very intelligent, gentle and obedient. The show concludes with a mock battle illustrating what was formerly an important part of their duties.
บุญคุณ
คนไม่รู้คุณคน
ในกาลสมัยที่พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ออกบวชเป็นฤๅษีปลูกอาศรมอยู่ริมแม่น้ำในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง
ณ ราตรี ขณะที่ท่านกำลังเจริญภาวนาอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องให้ช่วยซึ่งดังมาจากแม่น้ำนั้น ท่านฤๅษีจึงคว้าคบไฟแล้วเดินไปริมฝั่งน้ำสิ่งที่ท่านเห็นคือมีขอนไม้ลอยน้ำมาท่อนหนึ่งและขอนไม้นั้นมีชีวิต ๔ ชีวิตลอยมาด้วย ๔ ชีวิตนั้นคือ ชายหนุ่ม นกแขกเต่า หนูและงู ท่านฤๅษีรีบว่ายน้ำไปยังขอนไม้ท่อนนั้นและผลักเข้าฝั่ง
เมื่อนำ ๔ ชีวิตผู้มากับกระแสธาราในยามราตรีขึ้นมาบนฝั่งใกล้กับอาศรมแล้ว ท่านจึงก่อกองไฟขึ้นสองกอง เพื่อให้ทั้งหมดได้อังไล่ความหนาวเหน็บจากการแช่น้ำมานาน กองหนึ่งให้สัตว์ทั้งสาม อีกกองหนึ่งนั้นให้สำหรับชายหนุ่ม จากนั้นจึงถามไถ่ความเป็นมาเป็นไปว่า
" เหตุไฉนเจ้าทั้งสี่จึงพากันเกาะขอนไม้ลอยมาถึงนี่ "
นกแขกเต้าตอบในนามของตัวแทนสัตว์ทั้งสามว่า
" ได้มีพายุฝนตกกระหน่ำ พัดพาเอาพวกเราตกลงไปในแม่น้ำ แต่ด้วยยังพอมีโชคคว้า เกาะขอนไม้กันไว้ได้ ขอนไม้นั้นลอยตามกระแสน้ำมาเรื่อยจนถึงนี่แหละเจ้าค่ะ "
ในกาลสมัยที่พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ออกบวชเป็นฤๅษีปลูกอาศรมอยู่ริมแม่น้ำในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง
ณ ราตรี ขณะที่ท่านกำลังเจริญภาวนาอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องให้ช่วยซึ่งดังมาจากแม่น้ำนั้น ท่านฤๅษีจึงคว้าคบไฟแล้วเดินไปริมฝั่งน้ำสิ่งที่ท่านเห็นคือมีขอนไม้ลอยน้ำมาท่อนหนึ่งและขอนไม้นั้นมีชีวิต ๔ ชีวิตลอยมาด้วย ๔ ชีวิตนั้นคือ ชายหนุ่ม นกแขกเต่า หนูและงู ท่านฤๅษีรีบว่ายน้ำไปยังขอนไม้ท่อนนั้นและผลักเข้าฝั่ง
เมื่อนำ ๔ ชีวิตผู้มากับกระแสธาราในยามราตรีขึ้นมาบนฝั่งใกล้กับอาศรมแล้ว ท่านจึงก่อกองไฟขึ้นสองกอง เพื่อให้ทั้งหมดได้อังไล่ความหนาวเหน็บจากการแช่น้ำมานาน กองหนึ่งให้สัตว์ทั้งสาม อีกกองหนึ่งนั้นให้สำหรับชายหนุ่ม จากนั้นจึงถามไถ่ความเป็นมาเป็นไปว่า
" เหตุไฉนเจ้าทั้งสี่จึงพากันเกาะขอนไม้ลอยมาถึงนี่ "
นกแขกเต้าตอบในนามของตัวแทนสัตว์ทั้งสามว่า
" ได้มีพายุฝนตกกระหน่ำ พัดพาเอาพวกเราตกลงไปในแม่น้ำ แต่ด้วยยังพอมีโชคคว้า เกาะขอนไม้กันไว้ได้ ขอนไม้นั้นลอยตามกระแสน้ำมาเรื่อยจนถึงนี่แหละเจ้าค่ะ "
Subscribe to:
Posts (Atom)




