Wednesday, December 03, 2014

รอยเท้าที่ก้าวไป


รอยเท้าที่ก้าวไป

         รอยเท้าที่ก้าวไป คำพูดประโยคนี้กำลังเป็นกระแสนิยมโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเลือกตั้ง มักจะมีผู้ลงรับเลือกตั้งใช้ประโยคนี้เป็นการเน้นย้ำว่าตนเองเป็นคนที่ทำงานตั้งอยู่บนหลักความจริง มุ่งมั่นตั้งใจ

         รอยเท้าที่ก้าวไป ความจริงหมายถึง คนเราทุกคนล้วนเคยประทับรอยลงในประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือนได้ คำว่ารอยเท้าที่ก้าวไปเป็นการให้กำลังใจคนว่า ความสำเร็จของเราย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของปวงชนในสังคม รอยเท้าที่ก้าวไป เป็นการบันทึกคุณความดีของคนคนหนึ่งที่ต่อสู้บากบั่น ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม ก้าวตรงไปข้างหน้า ทิ้งร่องรอยไว้ให้คนข้างหลังได้เห็น ดังนั้น คำว่ารอยเท้าที่ก้าวไปจึงไม่ใช่แค่คำพูดเลื่อนลอย พูดแล้วก็ผ่านเลยไปแต่ต้องเป็นที่ผ่านการยอมรับจากปวงชน

        เคยมีคำกล่าวว่า ถนนหนทาง มนุษย์เป็นผู้เดินออกมา ชีวิตคนจึงต้องอาศัยรอยเท้าที่ก้าวไปนั้น ถนนหนทางถึงจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เวลาที่คนเดินจะต้องละก้าวที่อยู่ข้างหลังจึงจะสืบเท้าก้าวไปข้างหน้าได้ ถ้าคุณมัวแต่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ยอมยกเท้าก้าวเดินหน้าไป แล้วคุณจะมีอนาคตได้อย่างไร คุณต้องละทิ้งก้าวที่อยู่ข้างหลังอย่างต่อเนื่องจึงจะก้าวเดินไปสู่อนาคตได้

เถียงเรื่องกินนกกระสา


เถียงเรื่องกินนกกระสา

         พรานสองคนเห็นนกกระสาฝูงใหญ่กำลังบินบนท้องฟ้า จึงต่างโก่งคันธนูของตนเตรียมจะยิง ทันใดนั้นนายพรานคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

          " นกกระสาฝูงนี้แต่ละตัวอ้วนๆ ทั้งนั้นได้มาแล้วเอามาแกงกินคงอร่อย " นายพรานอีกคนหนึ่งพูดว่า " ย่างกินดีกว่า เนื้อที่ย่างจะทั้งหอมทั้งอร่อย "

         สองคนจึงโต้เถียงกันชนิดใครก็ไม่ยอมใครจึงต้องไปหาคนมาช่วยตัดสิน ในที่สุดจึงตกลงกันว่านกที่ยิงได้นั้นครึ่งหนึ่งนำไปแกงอีกครึ่งหนึ่งนำไปย่าง เมื่อตกลงกันได้แล้ว พรานสองคนนั้นก็พากันไปยิงนกกระสา แต่ปรากฏว่านกบินลับตาไปหมดแล้ว

บันทึกใน " อิ้งเสียลู่ "

Monday, December 01, 2014

KNOWLEDGE ( ความรู้ )

KNOWLEDGE ( ความรู้ ) 

KNOWLEDGE


Winners value knowledge very highly,
Emphasizing practical learning rather collecting academic qualifications.
Therefore they attain useful and practical know - how

Losers rather hunt for an academic status,
Than the search for the root of knowledge,
They are content usually with superficial facts;
That is of little help in finding success

Liberators are not obsessed with knowledge or ignorance,
They appreciate wisdom more than both;
When they gain knowledge they always refine it to wisdom,
When they do not have knowledge about something,
They formulate wisdom by direct learning from truth;
They are wisdom generators

ว่างและไม่ว่าง


ว่างและไม่ว่าง

          คุณมีชีวิตที่ว่างหรือไม่ว่าง

          ว่างและไม่ว่าง คือสองรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนบางคนชอบไม่ว่าง ยิ่งไม่ว่างยิ่งสนุก ยิ่งยุ่งยิ่งสดใส มองความไม่ว่างเป็นแรงขับเคลื่อนเป็นอาหารเสริม เห็นว่าการมีเวลาว่างคือความเกียจคร้าน อยู่อย่างไร้สาระ ไม่ต่างอะไรกับความตาย แต่ก็มีบางคนเห็นว่าว่างคือการปล่อยวาง บริสุทธิ์ สะอาด อิสรเสรี คือการฝึกความเพียร เห็นว่าความไม่ว่างคือการชอบออกสังคม คือการยึดมั่นถือมั่น คือทาสของงาน แต่ก็มีบางคนที่ว่างท่ามกลางไม่ว่าง เช่น กรรมกรเรียกร้องให้มีวันหยุดสองวันในหนึ่งสัปดาห์ หรือเรียกร้องทำงานวันละแปดชั่วโมง หรือบางคนในท่ามกลางงานที่ยุ่งเหยิง ขอหยุดดื่มชาสักแก้ว อ่านหนังสือพิมพ์สักหน่อย หรือหาเหตุออกไปทำธุระข้างนอกเพื่อหาโอกาสพักบ้าง แต่ก็มีบางคนที่ว่างจนเกิดทุกข์ ว่างจนเกิดวิตกจริต จึงต้องควักกระเป๋าจ่ายสตางค์ขอร้องคนให้แบ่งงานให้ตนเองทำบ้าง ทั้งนี้เพื่ออยากใช้ความไม่ว่างเป็นเครื่องช่วยฆ่าเวลา

          ไม่ว่างคือความปีติ ไม่ว่างคือการตั้งจิต ไม่ว่างคือความก้าวหน้า ไม่ว่างคือความสงบสุข เราสามารถเข้าถึงคุณค่าชีวิตและความหมายของการทำงานจากความไม่ว่างนี้ และความไม่ว่างยังทำให้เราได้รับความรู้มากมาย รู้จักเพื่อนฝูงมากมาย ได้ผูกบุญวาสนากับคนหลายหลาก ทว่าความไม่ว่างมีหลายระดับต่างกัน บางคนไม่ว่างเพื่อสมาชิกคนในคราอบครัว บางคนไม่ว่างเพื่อประโยชน์สุขของสังคม บางคนยุ่งอยู่กับการช่วยคลี่คลายปัญหาให้ผู้อื่น บางคนยุ่งอยู่กับการช่วยเหลือผู้อ่อนแอเจือจานผู้ยากไร้

สาวอิงรัฐหลู่เสียใจเรื่องรัฐเว่ย


สาวอิงรัฐหลู่เสียใจเรื่องรัฐเว่ย

         สาวอิงเป็นลูกสาวคนเฝ้าประตูในรัฐหลู่ คืนหนึ่งในฤดูร้อนบรรดาหญิงสาวต่างพากันมาก่อไฟที่ลานบ้าน แล้วกรอด้ายร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นหญิงสาวที่ชื่ออิง ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ

         พวกเพื่อนๆ เห็นแล้วแปลกใจมาก ถามว่า " มีเรื่องอะไรทำให้เธอเสียใจหรือ ? เล่าให้พวกเราฟังหน่อยซิ

         สาวอิงพูดเสียงกลั้วสะอื้นว่า " ฉันได้ฟังมาว่า เจ้าชายของรัฐเว่ยเป็นคนที่มีความประพฤติไม่ดีมาก ด้วยเหตุนี้ฉันจึงร้องไห้ "

         เพื่อนหญิงเหล่านั้นฟังแล้วก็หัวเราะพูดปลอบใจว่า " รัฐเว่ยไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับรัฐหลู่ของเราเลย ถึงเจ้าชายของรัฐเว่ยจะมีความประพฤติไม่ดีขนาดไหน นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเจ้าพวกนายและบรรดาพวกผู้ดีมีทรัพย์ เธอเป็นหญิงในครอบครัวที่ยากจน ทำไมจึงต้องไปกังวลในเรื่องอย่างนี้ด้วยเล่า ? "

         สาวอิงตอบว่า " ฉันคิดไม่เหมือนพวกเธอคิด เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาซือหม่าหวนจุยของรัฐซ่ง ทำผิดพระราชอาญาของกษัตริย์ซ่ง หลบหนีมายังรัฐหลู่ของเราและมาค้างคืนอยู่ที่นี่ ม้าของเขาเข้าไปในสวนผักบ้านฉันทั้งกินทั้งเหยียบย่ำ ทำให้ผักซึ่งกำลังงามที่ปลูกไว้ถูกกินไปไม่น้อย ปีนั้นทำให้รายได้ของเราต้องขาดไปตั้งครึ่ง

          เมื่อปีกลาย กษัตริย์โกวเจี้ยน ( ขึ้นเสวยราชย์เมื่อ 497 - 465 ปีก่อน ค.ศ. ) แห่งรัฐเยียะยกพยุหยาตราทัพด้วยขบวนอันน่าเกรงขามไปตีรัฐหวูเจ้าครองนครรัฐต่างๆ ล้วนหวาดกลัวต้องประจบเอาใจ รัฐหลู่ของเราก็ต้องคัดเลือกสาวงามส่งไปเป็นนางกำนัล พี่สาวของฉันถูกเอาตัวไป ต่อมาพี่ชายของฉันเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวผู็โชคร้ายที่รัฐเยียะ ก็ถูกโจรฆ่าตายระหว่างทาง หัวที่ถูกตัดก็หาไม่พบ "

         สาวอิงเช็ดน้ำตาแล้วกล่าวต่อไปว่า " ความจริงกองทหารของรัฐเยียะยกไปตีรัฐหวู แต่ผู้รับเคราะห์กรรมกลับเป็นพี่สาวฉัน ผู้ที่ตายน่าอนาถก็เป็นพี่ชายฉัน จากนี้จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะไม่ใช่คนรัฐเดียวกัน เจ้านายกับชาวบ้านมีฐานะที่สูงต่ำต่างกัน แต่ภัยพิบัติกับความสุขนั้นย่อมมีความสัมพันธ์กัน เวลานี้เขจ้านายของรัฐเว่ยมีความประพฤติไม่ดีและชอบการรบพุ่งทำสงคราม ฉันยังมีพี่ชายอยู่อีกคนหนึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรเคราะห์กรรมความวิบัติจะมาถึงตัวเขา เรื่องเป็นเช่นนี้จะไม่ทำให้ฉันวิตกกังวลได้อย่างไรเล่า ? "

บันทึกใน " หานซือไว่จาน "

ไม่ยึดติดกับรูปแบบ


ไม่ยึดติดกับรูปแบบ

         สมัยราชวงศ์ถาง มีข้าหลงคนหนึ่งชื่อ เซี่ยเจี่ยน ท่านเคยถามพระเว่ยหลางมหาครูบาว่า " ขณะนี้ พวกขุนนางในเมืองหลวงที่เข้าร่วมปฏิบัติธรรมแบบฌานล้วนพูดว่า ถ้าต้องการรู้แจ้งเห็นจริง ต้องนั่งสมาธิเข้าฌาน ขอเรียนถามอาจารย์ ท่านมีความเห็นประการใด ? "

         การปฏิบัติธรรมแบบฌานก็เพื่อให้จิตบริสุทธิ์พบภาวะเดิมแท้ การเกิดปัญญาญาณอันสว่างไสว รู้แจ้งเห็นจริงนั้น มิได้อยู่ที่การนั่งสมาธิ ถ้าจิตมิรู้แจ้ง จะนั่งอย่างไรก็ไม่มีทางรู้แจ้ง เปรียบได้กับวัวเทียมรถ ถ้ารถไม่เดิน เราจะตีวัวหรือตีรถ ? ตีรถไม่มีประโยชน์แน่ ต้องตีวัว การปฏิบัติธรรมแบบฌานนั้น ถ้าเอาแต่นั่งสมาธิภาวนาย่อมไม่ได้ผล จึงต้องอาศัยจิตด้วย พระเว่ยหลางมหาครูบาจึงตอบว่า " ธรรมนั้นรู้แจ้งด้วยจิต มิได้อยู่ที่การนั่งสมาธิ

          การปฏิบัติธรรมแบบฌาน ก็เพื่อช่วยให้ตัวเองเข้าถึงภาวะเดิมแท้ที่เรียกว่าจิตแจ่มพบภาวะเดิมแท้ ( ธรรมชาติแห่งพุทธะ ) ขอเพียงจิตแจ่ม ก็จะรู้แจ้งทุกสิ่ง ขอเพียงพบภาวะเดิมแท้ ก็จะเข้าใจทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจคำว่าจิตแจ่มพบภาวะเดิมแท้ให้ดี จึงจะเข้าสู่โลกแห่งฌานได้ ทำให้ฌานแทรกซึมอยู่ในทุกท่วงท่าอิริยาบถของเราไม่ว่าจะเดิน นิ่ง นั่ง หรือ นอน