Saturday, September 08, 2012

ต้นกำเนิดคัมภีร์เหลาจื้อ

     

         เหลาจื้อ ( ประมาณก่อน ค.ศ. 600 ปี ก่อน ค.ศ. 5005 ปี ) แซ่ลี่ ( หลี่ ) ชื่อ ยื่อ ( เอ่อ ) มีชื่ออีกอย่างว่า เล่าตำ ( เล่าตัน ) เป็นชาวรัฐฉ้อ ( ฉู่ ) และเป็นปรมาจารย์ของลัทธิเต๋า ช่วงเวลาที่เหลาจื้อมีชีวิตอยู่ ตรงกับปลายยุคชุนชิว

        ต้นฉบับเหลาจื้อ ( เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต๋าเต๋อจิง ) ปรากฏครั้งแรกสมัยจั้นกว๋อ ถ้อยคำในคัมภีร์เหลาจื้อ มักถูกนำมาอ้างอิงในหนังสือโบราณ อย่างเช่น หนังสือเจี่ยงก๊กแฉะ ( จั้นกว๋อเช่อ ), ซุ้งจื้อ ( สวินจื่อ ), โหลยกี่ ( หลี่จี้ ), หลื่อสีชุงชิว ( หลวี่ซื่อชุนชิว ) เป็นต้น

        ต้นฉบับเหลาจื้อเป็นผู้ที่นักปรัชญายกย่องทุกยุคสมัย เช่น จอมปราชญ์ อย่างจวงจื้อ กับ หันเฟยจื้อเคยเขียนสดุดีภูมิปัญญาของเหลาจื้อ

        กล่าวกันว่า คัมภีร์เหลาจื้อ มิใช่เหลาจื้อเป็นผู้เขียน แต่บรรดา ศิษย์ได้รวบรวมจากคำสอนของเหลาจื้อ และได้มีการต่อเติมบางส่วน สันนิษฐานว่า ศิษย์ที่ต่อเติมเนื้อความ เป็นศิษย์รุ่น 3 กับรุ่น 4 

        เนื้อความบางตอนสอดคล้องกับแนวคิดในยุคชุนชิวตอนปลาย จึงสันนิษฐานว่า คัมภีร์เหลาจื้อนี้กำเนิดในสมัยชุนชิว

         เกี่ยวกับเรื่องราวของเหลาจื้อ มีบันทึกว่า เหลาจื้อรับราชการเป็นผู้ดูแลหนังสือประวัติศาสตร์และเป็นผู้เก็บรักษาหนังสือราชการในสมัยต่างๆ 

         ในสมัยราชวงศ์จิว ( โจว ) รุ่งเรือง บรรดารัฐต่างๆ หากมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์หรือเรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ก็จะส่งคนเดินทางมายังเมืองหลวงของราชวงศ์จิว ( โจว ) เพื่อขอคำแนะนำจากผู้ดูแลห้องสมุด และผู้ดูแลนั้นคือเหลาจื้อ

         กล่าวกันว่า ในช่วงนั้น มีผู้คนเดินทางมาขอคำแนะนำมากมาย ต่อมาราชวงศ์จิว ( โจว ) เริ่มเสื่อม ขนบธรรมเนียมต่างๆ เริ่มถูกทำลาย จึงไม่ค่อยมีคนสนใจจะเดินทางมาขอคำชี้แนะ เหลาจื้อจึงมีเวลาว่างมากขึ้น และใช้เวลาช่วงนี้ ศึกษาปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง

         เหลาจื้อก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือโบราณ เพื่อศึกษาสาเหตุแห่งความเสื่อมของบ้านเมืองในยุคต่างๆ ส่วนตอนกลางคืนมักออกมาดูดาวบนท้องฟ้า บางครั้ง ท่องเที่ยวไปยังชนบทเพื่อดูต้นไม้ใบหญ้า บางคราวไปดูชาวนาทำนา บางทีเข้าตรอกซอยต่างๆ ไปดูการทำงานของพวกช่างฝีมือ

        ต่อมา เหลาจื้อเกิดความขัดแย้งกับพวกตระกูลสูงศักดิ์ เรื่องมีอยู่ว่า... พวกตระกูลสูงศักดิ์ความคิดเห็นแก่ตัว คิดอาศัยขนบธรรมเนียมและการออกกฏหมายมาบังคับข่มขี่ราษฎร เหลาจื้อไม่เห็นด้วยจึงพูดว่า... " ข้าไม่รู้ว่าสิ่งใดคือความถูกต้อง แต่ข้รู้ว่าเหตุใดบ้านเมืองจึงเกิดความวุ่นวาย ราษฎรอดอยากเพราะทางการเก็บภาษีหนัก ทำให้ราษฏรอยู่ไม่เป็นสุข ส่วนพวกขุนนางอยู่อย่างสุขสบาย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และเงินทองที่ใช้จ่ายล้วนรีดไถของราษฏร ราษฏรจนตรอกจึงก่อเกิดความวุ่นวาย

        พวกท่านดูเถิด พระราชวังนั้นสวยงามโอ่อ่า แต่ไร่นากลับร้าง คลังเสบียงว่างเปล่า แม้กระนั้น ยังมีคนแต่งกายด้วยผ้าอย่างดี มองดูหรูหรายิ่งนัก อีกทั้งสะพายกระบี่วิเศษซึ่งคมกริบ พวกนี้มีสุราอาหารบริบูรณ์และยังครอบครองทรัพย์สินมากมาย เปรียบดังหัวหน้าโจรนี่หรือคือความยุติธรรม "

        ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ผู้คนในตระกูลสูงศักดิ์ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
        เหลาจื้อกล่าวต่อไปว่า... " คนที่เจ้ากี้เจ้าการจะให้ใช้ขนบธรรมเนียมต่างๆ ล้วนคิดจะอาศัยขนบธรรมเนียมมาบังคับให้ราษฏรต้องทำตามโดยดีพวกเขากำลังหลอกลวงราษฏร  ส่วนพวกที่เจ้ากี้เจ้าการออกกฏหมายต่างๆ กำลังคิดจะใช้บทลงโทษต่างๆ มาขู่ราษฏร วันใดที่ราษฏรจนตรอกราษฏร จะไม่กลัวตาย และวันนั้นจะเป็นวันที่น่ากลัว พวกท่านเหตุใดจึงโง่บัดซบเช่นนี้หนอ "

        ถ้อยคำเหล่านี้ ยิ่งทำให้บรรดาผู้คนในตระกูลสูงศักดิ์ไม่พอใจยิ่งขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงกระจายข่าวลือว่า เหลาจื้อเป็นคนบ้าคลั่ง

        ไม่ว่ายุคไหน ผู้ที่กล้าออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่มนุษย์ มักถูกคนชั่วโจมตีเพราะความชั่วไม่ต้องการให้ผู้คนนิยมความดี และกลัวว่าความชั่วของพวกตนจะถูกเปิดเผย

        ในบั้นปลายชีวิต เหลาจื้อเรียกบรรดาศิษย์มารับการถ่ายทอดวิชาทั้งหมด จากนั้น เหลาจื้อจึงเดินทางออกจากเมืองหลวงราชวงศ์จิว ( โจว ) เร้นกายอยู่อย่างสันโดษ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเหลาจื้อไปอยู่ที่ไหน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเหลาจื้อเสียชีวิตเมื่อใด และเสียชีวิตที่ไหน

        ขงจื้อได้ข่าวว่า เหลาจื้อหายไปจึงกล่าว...

        " นก... ข้ารู้มันบินได้ ปลา... ข้ารู้ว่ามันว่ายน้ำได้ สัตว์ป่า... ข้ารู้ว่ามันวิ่งได้แต่อย่างไรก็ตาม สัตว์ป่าสามารถใช้ตาข่ายดักจับ ส่วนปลา สามารถใช้เบ็ดตก และ นกสามารถใช้เกาทัณฑ์ยิง แต่สำหรับมังกรนั้น ข้าไม่รู้ว่ามันบินขึ้นท้องฟ้าอย่างไร เหลาจื้อคนนี้เปรียบดั่งมังกร ข้าไม่สามารถจับต้องลูบคลำได้เลย "




ป.แผนสำเร็จ ( ปรัชญาการดำรงตนของจอมปราชญ์ : สรรนิพนธ์จอมปราชญ์ )

Friday, September 07, 2012

ปรัชญาแห่งความโง่เขลา

        


         ผมเริ่มเป็นพนักงาน ของบริษัท A ช่วยชี้นำงานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 กรรมการของผู้จัดการของบริษัท A นี้สมองดีเยี่ยม สร้างบริษัท A ขึ้นมาจากสองมือเปล่า อีกทั้งเปิดโรงงานหลายแห่งขึ้นในต่างประเทศ เห็นได้ชัดว่าท่านมีความสามารถเหนือธรรมดา
   
         แต่หลังจากเข้าไปช่วยชี้นำงานตามคำเชิญชวนแล้ว ผมพบว่าสภาพในบริษัทเลวร้ายมาก สถานการณ์ค่อนข้างเครียด พนักงานทุกคนท้อแท้หมดอาลัย ได้แต่บ่นโทษพฤติกรรมน่าชิงชังของท่านกรรมการผู้จัดการ

          ผมพยายามหาทางทำให้ท่านกรรมการผู้จัดการ A พบความคิดถือตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของท่าน บังเอิญช่วงสิ้นปี เลขานุการของบริษัทฯ ต้องการให้ผมเขียนบทความลงวารสารของบริษัทฯ ถึงต้องใช้เวลามากเอาการ แต่ผมก็เขียนให้ด้วยความยินดี โดยหวังอย่างยิ่งว่า บทความของผมจะกระตุ้นความสนใจของท่านกรรมการผู้จัดการได้บ้าง

          เมื่อเร็วๆ นี้ ผมง่วนกับงานวิจัย " ปรัญชาแห่งความโง่เขลา " เพราะค้นพบ " ประโยชน์ของการแสร้งโง่ " โดยไม่บังเอิญ

          อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวค่อนข้างจะเป็นที่เข้าใจผิดได้ง่าย คนทั่วไปไม่เข้าใจนัยที่แฝงอยู่ ส่วนผมนับวันจะเข้าถึงความสำคัญของ " การทำใบ้แสร้งโง่ " มากยิ่งขึ้น

Wednesday, September 05, 2012

ปรัชญาชีวิตแบบแสร้งโง่

     

          เมื่อดูพฤติกรรมอวดฉลาดหรือแสร้งโง่จาก " ผลได้ผลเสียของการอวดฉลาดและการแสร้งโง่ " ขอให้เราลองนำมาเปรียบเทียบกับตัวเองทีละข้อดู ถึงการเปรียบเทียบเช่นนี้ จะมีแนวโน้มเข้าข้างตัวเองไม่มากก็น้อย ความน่าเชื่อถือต่ำ แต่ก็น่าจะพบว่า ตัวเองมีพฤติกรรมอวดฉลาดมากกว่าแสร้งโง่

         ทาขะกิ โตมิสึ รองกรรมการผู้จัดการบริษัทสุราแห่งหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังว่า

          " สมัยตอนผมยังเด็ก คุณพ่อมักพูดว่า ถ้าชกต่อยกับคนอื่น ต้องแพ้กลับมา ! ท่านพูดอีกว่า ถ้าชนะไม่ต้องเข้าบ้าน ชกต่อยชนะเพาะสร้างความแค้นชิงชังไว้ "

         ผมรู้สึกว่า มีเหตุผลลึกซึ้งมาก พ่อของเขาไม่ธรรมดา

         ตระกูลของท่าน ทาขะกิ ตั้งโรงหมักสุราตั้งแต่สมัยเอโดะ บริษัทของเขาชื่อ บริษัทสุราทาขะกิ จำกัด ถึงผมจะได้ยินบ่อยๆ ว่า แต่เมื่อนำคำพูดข้างต้น นี้เปรียบเทียบกับคำถ่อมตัวของท่านทาขะกิที่ว่า  " บริษัทผมเพิ่งมีอายุ 30 ปี " ก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของท่านและบริษัทนี้อย่างแท้จริง  เคล็ดลับที่บริษัทนี้สามารถผ่านกาลเวลาอันยาวนานคงอยู่ตราบทุกวันนี้ ซ่อนอยู่ในวาทะ " ชกต่อยต้องแพ้กลับมา ถ้าชนะเท่ากับเพาะสร้างความชิงชัง " นี่เอง

การอวดฉลาด และ การแสร้งโง่

    

     เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวทำนอง " สาวงามมักเย็นชาไร้น้ำใจ " ผู้หญิงเกิดมาสวยด้วยตัวเองไม่มีความผิด แต่คนยกย่องเอาใจสาวงามช่างมากมายเหลือเกิน ทำให้นิสัยของสาวงามค่อยๆ เบียงเบนไปจากเดิมด้วยเหตุผลเดียวกัน คนฉลาดก็ไม่แตกต่าง คนฉลาดมักไม่เห็นใครในสายตา ชอบพูดบิดเบือนเหตุผลต่างๆ พฤติกรรมทำนองนี้ ทำให้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกว่า คนฉลาดเป็นคนไร้น้ำใจ
   
      เกิดมาฉลาดโดยตัวมันเองนั้นไม่ผิด แต่ถ้าเราเห็นใครอวดฉลาด เรามิเพียงจะรู้สึกไม่พอใจ ยังจะรู้สึกแค้นริษยาด้วย จึงพลอยเกิดความรู้สึกเกลียดชังตามมา เพราะฉะนั้น เราไม่ควรเล่นบทคนฉลาด

      ส่วนการแสร้งโง่นั้นเป็นอย่างไรหรือ ? พูดง่ายๆ ก็ืคือ การกดตัวเองให้ต่ำ นอบน้อมถ่อมตัว ให้เกียรติคนอื่น หมายความว่า " คนที่มีความสามารถและความอดทนอย่างแท้จริง จะไม่โอ้อวดแสดงตัว " ผมเห็นว่าด้านตรงข้ามของการแสร้งโง่ คือ การอวดฉลาด

      คำว่า " แสร้งโง่ " กับ " อวดฉลาด " นั้น แม้ทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่ขบคิดปัญหานี้อย่างจริงจัง ผมขออนุญาตนำผลได้ผลเสียของการแสร้งโง่กับการอวดฉลาด มาเปรียบเทียบกันดังนี้

โทษกรรม 15 ข้อ ของการอวดฉลาด (อวดฉลาด จะล้มเหลว)

คนฉลาดไม่ประสบความสำเร็จ



ได้อ่านหนังสือ เรื่องคนฉลาดแสร้งโง่
บทที่ 1 คนฉลาดไม่ประสบความสำเร็จ

มีประโยคที่น่าสนใจดังนี้

" สอบตกอย่าหมดอาลัยตายอยาก !! " 

" หางานไม่ได้อย่าทอแท้ !! "

" บุคคลชั้นนำในสังคมทุกวันนี้ ล้วนเคยสอบตกมาก่อน "

" คุณค่าของคนเราไม่ได้อยู่ที่สมองดีหรือไม่ 

แต่อยู่ที่ยอมใช้สมองหรือไม่ต่างหาก "

" การบริหารนั้นไม่ใช่เรืองยาก คล้ายกับที่เราต้องกางร่มเวลาฝนตก "



by อิบูคิ ทาคาชิ, โทขุระ โทราโอะ ( คนฉลาดแสร้งโง่ )

Tuesday, September 04, 2012

Unsuccessful

You 'll unsuccessful  if you doesn't have dream , hope and not do it.


I'm ever thought about my successful in the future. 
I'm thought , what 's my require, 
what's my demand, 
what' s my wish.
I'm compiled, what 's my want to determine 
my direction to be my target.
And that make me knows, How many the choices or ways to 
go to my target as same as  two birds one stone or more
Now, I don't know, my target is complete in the future 
but I don't care.
The one I'm care, is my mind made up for do that ? 
Or, am I do it ?
If unsuccessful, it will not regret. 
I don't care !
I'll do it.
( Likely successful ( ^_^ ))

Power of changing can destroy the 
wall in your heart



by pumice