Tuesday, June 11, 2013

รูปสลักไม้

รูปสลักไม้

         ศิษฆราวาสคนหนึ่งถามฌานาจารย์ต้าจูฮุ่ยไห่ ว่า " ได้ยินว่าในบรรดาคัมภีร์ทั้งหมดนั้น ถ้าเราท่องคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร จะ ขลังที่สุด ได้กุศลใหญ่หลวงที่สุด มิทราบอาจารย์ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ? "

         ฌานาจารย์ตอบด้วยท่าทีไม่ค่อยเห็นด้วยว่า " ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่โยมพูดเลย !  "

          ศิษฆราวาสผู้นั้นถามด้วยความสงสัยว่า " เมื่อเป็นเช่นนี้ บันทึกที่กล่าวถึงการท่องสวดคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรจะขลังที่สุด ได้กุศลใหญ่หลวงที่สุด ก็เชื่อถือไม่ได้ "

          ฌานาจารย์จึงให้คำแนะนำว่า " ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กุศลอยู่ที่จิตใจอันบริสุทธิ์ มิใช่ภาพมายาภายนอก คัมภีร์ประกอบขึ้นจากกระดาษ น้ำหมึก และตัวอักษร ซึ่งจะขลังได้อย่างไรกัน ? ถ้าเราวางคัมภีร์ไว้ที่ไหนสักแห่ง เอาแต่กราบไหว้บูชาย่อมได้กุศล โยมเชื่อหรือไม่ ? "

Freedom of consciousness

Freedom of consciousness

          Before we debate whether consciousness is free, we should clarify the level or the sphere of consciousness, according to Buddhism, first. As aforementioned, Buddhism divides the quality of consciousness into four spheres, there are as follows :

          1. Kamavacara citta is consciousness, which move under the influence of desire. Consciousness of this level lacks freedom because it is influenced and controlled by desire. It is this desire, manifesting itself in the forms of various defilements that give rise to suffering. Hence this type of consciousness is subject to suffering. It is regarded as consciousness of an ordinary person. The psychic factors which are the special contents in this type of consciousness are called hindrances or nirvarana. They are ; sensual desire [kamachanda], ill will [vyapada], sloth and torpor [thina - middha], restlessness and anxiety [uddhaca - kukkucca] and doubt [vicikicca]. By practising meditation concentration [samadha - bhavana], one can purify consciousness of these hindrances and thereby attain consciousness of the second level.

          2. Ruppavaccara - citta is consciousness arising from concentration on an object associated with form and color. It is in a state of trance. This type of consciousness has five psychic factors, which are called the constituents of trance. They are; initial application, sustained application, rapture, joy, and one - pointedness. By these five factors, the five hindrance are suppressed. There are five stages of trances. Reaching the fifth stage, consciousness is purified of major defilements. If directed rightly, it makes endeavor to develop subtle state of concentration on the formless objects and consequently move to the third level of Arupavacara - citta.

           3. Arupavaccara citta is consciousness arising from concentration on formless objects. Its psychic factors are the same as those of consciousness which the fifth stage of trance. Its objects however are different. It concentrates on formless objects such as infinite space, infinite consciousness and nothingness. Concentration on these objects, consciousness possesses four stages of progress known as Arupa- Samadhi.

           With the attainment of this fourth stage, consciousness becomes immensely pure and subtle. All the major defile factors are rendered functionless except the ten fetters [samyojana] existing as the seeds of defilements. Having attain full concentration, consciousness is ready to develop insight into the true nature if things by means of insight meditation [ vipassana - bhavana ]. By this insight, ten fetters are cut off and consciousness reaches the fourth and the final level.

Saturday, June 08, 2013

วิญญาณเป็นอิสระหรือไม่

วิญญาณเป็นอิสระหรือไม่

          ก่อนที่เราจะเข้าถึงปัญญาที่ว่า วิญญาณเป็นอิสระหรือไม่ ? หรือปัญหาที่ว่า มนุษย์เรามีจำนงเสรีหรือไม่ ? ขอให้เราทำความเข้าใจกับ " ระดับ " หรือ " ภูมิ " ของวิญญาณ ซึ่งในทางพุทธศาสนามีการแบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ดังนี้

          ๑. กามาวจรภูมิ ได้แก่ระดับของจิตหรือวิญญาณที่ติดยึดอยู่ภายใต้ความอยากความใคร่ หรือที่เรียกว่า ตัณหา วิญญาณในภูมินี้ถือว่ายังขาดอิสระเสรีภาพในมุมมองทางพุทธศาสนา เพราะว่าถูกควบคุมติดยึดข้องแวะอยู่กับความอยากหรือตัณหา และตัณหาตัวนี้ที่ทำให้มนุษย์แสดงออกด้วยอำนาจของกิเลสต่างๆ จนทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า จิตหรือวิญญาณในระดับนี้เป็นตัวที่ก่อให้เกิดความทุกข์ เป็นจิตที่พบได้ทั้วไปในมนุษย์ที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราท่าน วิญญาณในระดับกามาวจรภูมินี้ประกอบไปด้วยเจตสิกหลายประเภท เช่น นิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ ( ความใคร่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ) พยาบาท ( ความคิดร้าย ) ถีนมิทธะ ( ความหดหู่ซ่วงซึม ) อุทธัจจกุกกุจจะ ( ความฟุ้งซ่านร้อนรนใจ ) และ วิจิกิจฉา  ( ความลังเลสงสัย ) ซึ่งนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้สามารถ ขจัดให้บรรเทาเบาบางได้ด้วยสมาธิภาวนาเพื่อยกระดับของวิญญาณขึ้นสู่ภูมิในขั้นที่สูงขึ้นต่อไป

           ๒. รูปาวจรภูมิ ได้แก่วิญญาณที่ยึดติดอยู่ในรูปหรือที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ เป็นระดับจิตที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิภาวนา จนเจตสิกนำจิตเลื่อนเข้าสู่ฌานในระดับ ๕ ระดับได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคตาเมื่อเข้าถึงรูปาวจรภูมิ เจตสิกที่จัดว่าเป็นนิวรณ์ทั้งห้าค่อยๆ ดับลง จนเมื่อจิตถูกยกระดับเข้าสู่สภาวะแห่งเอกัคคตาวิญญาณก็จะเกิดความบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสที่สำคัญ หากมีการปฏิบัติภาวนาให้ถูกวิธี จิตหรือวิญญาณก็จะเลื่อนขึ้นสู่ภูมิขั้นสูงต่อไป

           ๓. อรูปาวจรภูมิ เป็นระดับจิตที่สูงสุด แต่ยังจัดอยู่ในระดับโลกิยภูมิ เพราะถือว่ายังปรารภอยู่ในอรูปธรรมเป็นอารมณ์ โดยยังมี เอกัคคตา ที่ถือว่ายังเป็นเจตสิกที่เบาบางที่คอยบังคับจิตให้มุ่งเพ่งไปยังสิ่งที่ไม่ใช่รูปซึ่งมีอยู่ ๔ ระดับ ได้แก่ ๑. อากาสานัญจายตนภูมิ ( ภาวะที่มีอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ) ๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ ( ภาวะที่มีวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ) ๓. อากิญจัญญายตนภูมิ ( ภาวะที่ว่างไม่มีอะไรเลย ) และ ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ( จิตที่เข้าถึงภาวะทีมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ) จิตที่เข้าสู่อรูปภูมิทั้งสี่นี้ได้เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิภาวนาในระดับสูงต่อขจากชั้นรูปาวจรภูมิผู้เข้าถึงอรูปฌานชั้นที่ ๔ คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ จะมีระดับจิตที่สงบบริสุทธิ์ในระดับสูงสุดแห่งโลกิยภูมิที่มีเจตสิกได้แก่กิเลสที่สำคัญทั้งหลายถูกจำกัดให้หมดทั้งสิ้นลง เหลือแต่กิเลสอันละเอียดที่ผูกรัดใจ เรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ ประการ ที่ยังค้างอยู่ภายในก้นบึ้งของวิญญาณ หากผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนาจนเข้าสู่ระดับนี้ดำเนินการชำระจิตด้วยการปฏิบัติวิปัสนาภาวนาจนเข้าสู่ระดับนี้ ดำเนินการชำระจิตด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาต่อไปตามหลักกางทางพุทธศาสนา จิตจะถูกยกระดับขึ้นถึงระดับสูงสุด มองเห็นสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น เรียกว่า สัจธรรมหรือ ปรมัตถธรรม โดยกิเลส ตัณหาและสังโยชน์ทั้งหลายเป็นตัวเจตสิก ที่ทำให้วิญญาณไม่หลุดพ้นเป็นอิสระถูกขจัดจนหมดสิ้น

Thursday, June 06, 2013

เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๓๔ )

เมืองไทย " เมืองยิ้ม " ( ตอนที่ ๓๔ )
ผลไม้ไทย

          ประเทศไทยมีชื่อเสียงว่าเป็น " เมืองยิ้ม " " ดินแดนแห่งผ้ากาสาวพัตร์ " และบางครั้งก็อาจจะมีชื่อเสียงด้านอื่นอีก เป็นต้นว่าดินแดนแห่งผลไม้เมืองร้อน เพราะว่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยผลไม้เมืองร้อนและเมืองหนาว ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามฤดูกาล

           ถึงแม้ว่าผลไม้บางชนิดอาจจะไม่อยู่ในช่วงฤดูกาล แต่ก็ยังอุตส่าห์มีให้พบได้ในรูปของการเชื่อมหรือดองไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ผลไม้บางชนิด เช่น องุ่น ก็ยังสามารถบังคับให้ออกผลไม้ตลอดทั้งปีอีกด้วย แน่นอนที่สุดประเทศไทยจัดว่าเป็นสวรรค์ของผู้ที่ชอบทานผลไม้โดยทั่วไป ผลไม้ไทยจะมีรสหวาน รวมทั้งผลไม้บางชนิด ซึ่งตามธรรมชาติจะมีรสเปรี้ยว แต่ทำให้มีรสหวานได้ เช่น กระท้อนและมะขาม เป็นต้น

           เนื่องจากประเทศไทยมีผลไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ก็เลยกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ทำรายได้เข้าประเทศถึง ๘,๕๐๓.๗๔ล้านบาท จากการส่งออกผลไม้สดและผลไม้แปรรูปไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์และญี่ปุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นชอบรับประทานมะม่วงไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง " มะม่วงหนังกลางวัน "

Tuesday, June 04, 2013

Thailand " Land of Smile " ( Part 34 )

Thailand " Land of Smile " ( Part 34 )
Tropical Thai Fruits

         Thailand is popularly know as the " land of smiles " , " land of yellow robes " and probably another popularity of Thailand is a land of tropical fruits as the country is blessed with a myriad of delicious tropical and temperate fruits which only vary depending on the season.

          Even though a fruit may not be in season, it can be found in candied or preserved from. Moreover, some fruit like grapes are even coached to bear fruit all year round. Indeed, Thailand is a paradise for those who love fruit. Generally, Thai fruits are sweet including those which are traditionally sour such as santol and tamarind.

          Since fruit crops in Thailand are plentiful all the year round, they are becoming more and more important export earners for the country which in 1989 earned up to nearby countries such as Hong Kong, Singapore, and Japan which prefer Thai mangoes especially their favorite type known in Thai as " Nang Klang wan ".

Sunday, June 02, 2013

โลกในเมฆหมอก ฟ้าดินในความเงียบ




สดับเสียงสนุขเห่าไก่ขันที่ข้างรั้ว
คลับคล้ายดั่งลอยละล่องอยู่กลางเมฆหมอก
อยู่ในห้องหนังสือแว่วเสียงจักจั่นระงมนกการ้อง
จึงตระหนักในคุณวิเศษของความเงียบ

นิทัศน์อุทาหรณ์
กวีบนหลังลา

           นิทานเรื่องนี้ เกิดนานมาแล้ว

           แต่ละวัน เมื่อแสงเงินแสงทองลำแรกส่องขึ้นจับท้องฟ้า ชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาคมสัน สวมเสื้อผ้าสีขาว ขี่ลาผอมเล็กตัวหนึ่งเดินกุกๆ กักๆ ข้ามลำธาร ผ่าเข้าไปในดงไม้

           เบื้องหลังลามีเด็กรับใช้สะพายถุงโบราณ ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด

           คนตัดฟืนในดงไม้ต่างรู้ว่ากวีผู้ชอบแสวงหาคำไพเราะมาอีกแล้ว