Thursday, December 27, 2012

อธิจิตสิกขา

อธิจิตสิกขา
ความหมายของสมาธิ

         อธิจิตสิกขา คือข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตให้มีคุณภาพมีสมรรถภาพ และมีสุขภาพด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนา ซึ่งจัดเป็นหมวดที่สามในไตรสิกขา ในภาษาบาลี คำว่า ภาวนา หมายถึง การพัฒนาการอบรมบ่มนิสัย การสร้างความดีงาม การเพาะบ่มทางด้านจิตใจ จึงเป็นศัพท์ที่มีความหมายกว้างกว่าคำว่า สมาธิ หรือ meditation ที่เราใช้กันในภาษาอังกฤษ

          สมาธิภาวนาในทางพุทธศาสนา หมายถึงการแสวงหาประสบการณ์ทางจิตวิญญาณด้วยการฝึกปฏิบัติ มิใช่ด้วยการเรียนรู้หรือการทำความเข้าใจจากหนังสือหรือตำรา พุทธศาสนาถือว่า จิตเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ เพราะ จิต เป็นตัวกำหนดการกระทำทั้งทาง กาย วาจา ใจ ดังนั้น จิต จึงควรที่จะต้องได้รับการขัดเกลาและพัฒนา การปฏิบัติสมาธิโดยนัยดังกล่าวนี้จึงจะถือว่าเป็นการ " ภาวนา " ที่แท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกสมาธิเพื่อแสวงหาความสงบระงับในชั่วขณะแล้ว ยังต้องเป็นไปเพื่อทำจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยการลดละอาสวกิเลสทั้งหลาย เช่น ความอยาก ความใคร่ ความอิจฉา พยาบาท ความวิตก กังวล อวิชชา ความกระวนกระวาย ความเกรียจคร้านเฉื่อยชา และยังเป็นการเพาะบ่ม จิตใจให้มี เมตตา ปัญญา พลัง สติ สมาธิ และมองเห็นสัจธรรม

Wednesday, December 26, 2012

ทำสิ่งใดควรเว้นที่ว่างแค่ห้าส่วนก็จะไม่เสียใจ








อาหารเลิศรส
คือโอสถกัดกร่อนลำไส้ ให้กระดูกผุ
กินห้าส่วนจึงไม่มีโทษ
เรื่องสำราญใจ
คือสื่อแห่งความล้มเหลวเสื่อมศีลธรรม
รับห้าส่วนจึงไม่เสียใจ

นิทัศน์อุทาหรณ์

เป่าสื้อหัวเราะ

            เล่ากันมาว่า ในสมัยราชวงศ์โจวมีสาวสวยบาดใจอยู่คนหนึ่งมีชื่อว่า เป่าสื้อ อิวอ๋องเป็นฮ่องเต้ในสมัยนั้น ได้นำตัวนางเข้าวังมาเป็นพระสนมเพราะรูปโฉมที่งดงาม อิ๋วอ๋องจึงรักหล่อนมาก

          แต่แม้เป๋าสื้อจะสวยสดงดงามหยาดฟ้ามาดิน จนผู้ได้ยลโฉมต้องตกตะลึงไปก็ตาม ทว่ามีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะหรือสถานที่ครึกครื้นสนุกสนานอย่างไรก็ตาม ปากรูปกระจับสีแดงของหล่อน ไม่เคยจะแย้มยิ้มให้เห็นแม้สักครั้งเดียว

          มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดมาก อิวอ๋องก็รู้สึกปวดเศียรเป็นอย่างยิ่งในเรืองนี้ พระองค์พยายามหานางระบำรำฟ้อนมาแสดงให้นางดู หาวิธีการทุกอย่างเพื่อให้สาวสวยคนนี้หัวเราะสักครั้งหนึ่งแต่เป่าสื้อก็ยังไม่ยอมยิ้มหัวเลย จนแล้วจนรอด

          มีอยู่วันหนึ่ง อิวอ๋องเกิดคิดขึ้นมาได้ จึงสั่งให้ทหารไปก่อไฟขึ้นที่หอเพลิงใช้สำหรับส่งข่าวศึกฉุกเฉิน ทำเอาพวกเจ้าครองแคว้นที่เห็นสัญญาณเพลิงต่างก็ยกทัพกันมาอย่างตาลีตาลาน ด้วยเข้าใจว่ามีข้าศึกประชิดติดเมืองหลวงเข้ามาแล้ว แต่เมื่อเจอหน้าอิ๋วอ๋อง อิวอ๋องกลับบอกว่าไม่มีเรื่องอะไร เพียงแต่ก่อไฟเล่นสนุกๆ เท่านั้น พวกเจ้าครองแคว้นซึ่งยกทัพมาอย่างกระหืดกระหอบ คิดว่ามีอันตรายเกิดแก่อิวอ๋อง ครั้นเมื่อทราบว่าอิวอ๋องหลอกเพื่อความสนุกเช่นนั้นก็โกรธ รีบยกทัพกลับไปในทันที

ดาบสองคม

โลภไม่รู้จักจบจักสิ้น

          ชายคนหนึ่งเดินทางไปหาขุมทรัพย์ในทะเลทราย ขุมทรัพย์ยังหาไม่เจอแต่น้ำกับอาหารที่เอาไป กินหมดเสียแล้ว เขาเดินต่อไปไม่ไหว ได้แต่นอนพะงาบๆ อยู่บนทะเลทราย รอคอยมัจจุราชมารับตัวไป วินาทีนั้นเองชายผู้ตามล่าหาขุมทรัพย์ก็คิดถึงพระผู้เป็นเจ้า เขาอธิษฐานว่า " พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดช่วยลูกที่น่าสงสารคนนี้ด้วยเถิด "

           สิ้นคำอธิษฐาน พระเจ้าก็ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าถามว่า " ตอนนี้เจ้าอยากได้อะไร "

           ชายผู้ตามหาขุมทรัพย์ตอบว่า " ลูกอยากได้อาหารกับน้ำนิดนึงก็ยังดี "

           พระผู้เป็นเจ้าเสกอาหารกับน้ำให้เขาตามคำขอ

           ชายผู้ตามล่าหาขุมทรัพย์กินอิ่มมีเรี่ยวมีแรงดีแล้ว แทนที่เขาจะไปจากทะเลทราย เขากลับเดินสำรวจขุมทรัพย์ลึกเข้าไปอีก ไม่นานนัก เขาก็พบขุมทรัพย์จริงๆ เขาใช้ถุงใส่เพชรนิลจินดาจนเต็มปรี่ หนักอึ้งแทบเดินไม่ไหว แต่เขายังกัดฟันแบกถุงสมบัติ เดินฝ่าความร้อนระอุของทะเลทรายต่อไปอย่างช้าๆ เขาอ่อนเปลี้ยแทบจะขยับขาไม่ไหวแต่เขาก็ไม่ยอมทิ้งสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว เขาคลานกระดึบๆ อยู่ครู่ใหญ่สุดท้ายก็เป็นลมหมดสติ นอนรอความตายอู่บนทะเลทรายอีกรอบหนึ่ง

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง " ( ตอนที่ 8 )

ขุนช้าง - ขุนแผน " แว่นใหม่ที่ใส่มอง "  ( ตอนที่ 8 )

        อันว่าบทอัศจรรย์ในวรรณคดีเข้าใจว่ามีที่มาอยู่แล้วในบทสังวาสตามนิราศช่วงแรก ซึ่งมักจะแทรกคำและความโลดโผนโจนทะยานผ่านตัวอัษร บางบทก็ซ่อนความเปรียบไว้ให้เห็นภาพพจน์เฉียบคมเฉียบขาด ขอให้ดูจากทวาทศมาสก่อน

          ฤดูไพศาขสร้อง                  ฝนสวรรค์
คิดสุมาลย์มาลัย                            แหล่งน้อง
ฤดูฤดีครรภ์                                   รมเยศ
เจ็บระอุแทบท้อง                           ที่ขวั้นสะดือนาง
        
           คระหึ่มฟ้าร้องคระ               โหยหา สวาทนา
ดลด่วนเจ็บแดกกลาง                    ขาดขว้ำ
แขไขข่าวไถนา                             ถะถั่น มานา
อกระแหงแล้งน้ำ                           เนตรนอง

           หรือดูจากลิลิตพระลอซึ่งพัฒนาการมาอีกขั้นตอน


พักตราใสใหม่หม้า
หน้าแนบหน้าโอ่หน้า
หนุ่มเหน้าสะสม

นมแนบนมนิ่มน้อง
ท้องแทบท้องโอ่ท้อง
อ่อนท้องทรวงสมร

สมเสน่ห์อรใหม่หมั้ว
กลั้วรสกลั้วกลิ่นกลั้ว
เกลศกลั้วสงสาร

บุษบาบานคลี่คล้อย
สร้อยแลสร้อยซ้อนสร้อย
เสียดสร้อยสระศรี

ภุมรีคลึงคู่เคล้า
กลางกมลยันเยา
ยั่วร้องขานขัน

           บทสังวาสขาดไม่ได้ฉันใดในนิราศเชิงกำหนัด บทอัศจรรย์ย่อมขาดไม่ได้เช่นกันในวรรณคดีที่มีบทสังวาสชาติรส

Right Livelihood

Right Livelihood

          Right Livelihood means leading a life without deceit, treachery, trickery and usury. The five condemned occupations are trading in arms, living begins, flesh, intoxicants and poison. Anyone following this path can not work in a munitions factory, a butcher's shop, a pesticide company, or a company whose wastes kill wildlife or is harmful to human beings and the environment. This includes participating in gambling hall, a brothel, hunting and fishing.

         In short, a Buddhist practicing Right Livelihood can not undertake any work that might hurt any living beings or the environment. Instead he should seek the opportunity to engage in and enjoy meaningful work in every day life.

         Please note that, Right Speech, Right Action and Right Livelihood, all come under the basic rule of morality. This includes 3 bodily actions [ abstention from killing, from taking what is not given and from sexual misconduct ], 4 verbal actions [ Abstention from false speech, harsh speech, tale bearing, vain talk or gossip ]. Both of bodily and verbal actions are related to 3 mental actions [ non - covetousness, not ill will and right view ]. All of these basic precepts are called the Tenfold Wholesome Course of Action, " not to do any evil ", which will lead to the higher moral practice of the Three Admonitions to " cultivate good and purity the mind. "

สัมมาอาชีวะ

สัมมาอาชีวะ

          สัมมาอาชีวะ หมายถึงการดำเนินชีวิตด้วยการทำมาหากินเลี้ยงชีพที่สุจริต ปราศจากการหลอกลวง ทรยศ ต้มตุ๋น หน้าเลือด ไม่ประกอบอาชีพที่เป็นภัย เช่น ค้าอาวุธ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าสิ่งมีชีวิต ค้าสารเสพย์ติดและสารพิษให้โทษ เป็นต้น ผู้ดำเนินชีวิตตามแนวสัมมาอาชีวะโดยนัยนี้ ย่อมไม่ควรประกอบอาชีพในโรงงานผลิตอาวุธโรงฆ่าสัตว์ หรือ โรงงานสร้างสารพิษอันก่อให้เกิดมลภาวะต่อมนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการที่ไม่ประกอบอาชีพตามบ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี และการยิงนกตกปลาซึ่งถือเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วย เช่นเดียวกัน

           กล่าวโดยสรุป การประกอบสัมมาอาชีวะ หมายถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพที่เพียงแต่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งมีชีวิตและต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้นแต่ต้องเป็นการประกอบอาชีพที่เอื้ออำนวยให้เกิดความสุข ความสำเร็จตามอัตภาพของบุคคลแต่ละคนด้วย

           โปรดสังเกตว่า มรรคทั้งสาม คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ เป็นข้อกำหนดในทางปฏิบัติที่เกี่ยวกับศีล ซึ่งประกอบด้วยทางกายกรรม 3 ข้อได้แก่ การละเว้นจากการปลงชีวิตการลักขโมย ประพฤติผิดในกาม ทางวจีกรรม 4 ข้อ คือ เว้นจากการกล่าวเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ ที่สัมพันธ์อยู่ภายใต้ใโนกรรม 3 ข้อ คือ อนภิชญา ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น อพยาบาท ความไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น และ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแห่งกุศลกรรมบถทั้ง 10 ข้อ ซึ่งทางพุทธศาสนาถือเป็นการปฏิบัติขั้นพื้นฐานของ " การละเว้นจากการทำชั่ว " เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาจริยธรรมขั้นสูงตามหลักคำสอนในโอวาทปาฏิโมกข์ " ทำแต่ความดี " และทำจิตให้ " บริสุทธิ์ " ต่อไป